posttoday
เศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย

เศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย

06 กรกฎาคม 2554

เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนชินวัตร เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง

เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนชินวัตร เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง

โดย..เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

และได้รวบรวมอีก 4 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล 299 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่จะทำให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ และการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ (ถ้าไม่คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องมากเกินไป) และได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากตลาดการเงินและวงการธุรกิจ

เห็นได้จากตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้นเกือบ 50 จุดในวันทำการวันแรก หลังทราบผลการเลือกตั้ง รวมทั้งแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างประเทศที่มีมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้มูลค่าการซื้อขายรวมพุ่งสูงกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่ได้เห็นมากว่า 1 ปี

เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทีเดียว 20 กว่าสตางค์ โดยกลับมาอยู่ในระดับประมาณ 30.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากช่วงก่อนหน้านี้ที่ต่างชาติทยอยขายจนเงินบาทอ่อนเกือบแตะ 31 บาท ซึ่งมากระเตื้องก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน และมาแรงสุดๆ หลังทราบผลเกินคาดของการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ผู้ชนะมีชัยอย่าง “ขาดลอย” ขจัดความไม่แน่นอน หรือตัวเลือกที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Scenarios ต่างๆ ออกหมด ส่งผลให้ภาพทางการเมืองมีความชัดเจนยิ่งขึ้นและเกื้อหนุนปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจ

กิจกรรมทางการเมืองในขณะนี้กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นตามครรลอง โดยการเปิดสมัยการประชุมของรัฐสภาใหม่ คาดหมายว่าจะเป็นวันที่ 2 ส.ค. 2554 และเราคงจะมีนายกรัฐมนตรีใหม่อย่างเป็นทางการประมาณต้นเดือน ก.ย. 2554 ซึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในนายกฯ ที่มีอายุน้อยที่สุดของประเทศ ซึ่งคงจะเข้าใจดีถึงความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และคงสามารถผลักดันให้ประเทศชาติได้ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนา

และจากโครงการประชานิยมต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอเป็นนโยบายหาเสียง และได้รับการตอบสนองอย่างท่วมท้นจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร้ข้อกังขา

โครงการต่างๆ เหล่านั้นต่างต้องใช้เงินมหาศาล ทำให้ภาระ“หาเงิน” ถือเป็น “งานเข้า” ของรัฐบาลใหม่เพื่อมาสนับสนุนกิจกรรมด้านสวัสดิการสังคม ทั้งการเพิ่มรายได้และค่าแรงตลอดจนการตรึงราคาสินค้าอุปโภค

ถ้าจะทำ “ทุกอย่าง” ตามสัญญาประชาคม คงต้องใช้ “ยาเร่ง” อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5% ในปีนี้ และคงต้องเร่งเครื่องด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคและชลประทาน ตลอดจนการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ การส่งออก ซึ่งจะต้องใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล และให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ที่สำคัญที่สุดคือ จะต้อง “ปราบคอร์รัปชัน” ให้สิ้นซาก หรือให้น้อยที่สุด เพราะคอร์รัปชันเป็นต้นทุนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และถ้าขจัด “การรั่วไหล” ซึ่งมีคนพูดเป็นตัวเลข 30-40% ได้

เม็ดเงินเหล่านั้นสามารถนำมาพัฒนาประเทศ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น และจะ “ขับเคลื่อน” ให้ไทยไปสู่การเป็น “ประเทศที่พัฒนา” เหมือนกับวิสัยทัศน์ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย

และคงต้องไม่ลืมเตรียมรับ “ความเสี่ยง” ที่รออยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอก เช่น ที่อเมริกาก็ยังคงมีปัญหาการว่างงาน และเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว

นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อก็ยังเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วงของประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย และแพร่ขยายไปทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปที่ยังคงมีปัญหาหนี้สาธารณะ แล้วยังต้องมารับมือกับเงินเฟ้อ จนมีการคาดหมายว่าธนาคารกลางยุโรปอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.5% ในการประชุมในวันที่ 7 ก.ค. ที่จะถึงในไม่กี่วันนี้ ซึ่งจะ “ดัน” ในอัตราดอกเบี้ยขึ้นโดยทั่ว และจะ “กด” อัตราการเจริญเติบโตให้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่คงต้องเก่งจริงๆ และต้องทำงานได้ทันที จะมา “เรียนงาน” กันไม่ได้แล้ว  

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี