
บลจ.กสิกรกอดสินทรัพย์7แสนล.
6เดือนโต10%ได้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพช่วยอื้อช้อนหุ้นถูกจังหวะแถว1,000จุด
6เดือนโต10%ได้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพช่วยอื้อช้อนหุ้นถูกจังหวะแถว1,000จุด
บลจ.กสิกรไทย เผยครึ่งปีแรกบริหารสินทรัพย์ 7 แสนล้านบาท โต 10% ลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่ซบอื้อ ห่วงครึ่งหลังกองทุนรวมเหนื่อย หุ้นขึ้นดันผลงานดี
นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ว่าบริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวม 7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6 หมื่นล้านบาท หรือ 10.41% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.34 แสนล้านบาท
สินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เติบโตจากธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้บริหารลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้สินทรัพย์ธุรกิจนี้ทะลุแสนล้านบาทเป็นรายแรกของไทย
ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีขนาด 1.39 แสนล้านบาท กองทุนรวม 5 แสนล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 7 หมื่นบ้านบาท
“สิ้นปีตั้งเป้าไว้ที่ 7.2-7.3 แสนล้านบาท แม้อาจห่างไม่มากจากตอนนี้ซึ่งมี 7 แสนล้านบาท แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะดันเอยูเอ็มได้ตามเป้าหรือไม่ เพราะมีกองทุนรวมประเภทเทอมฟันด์จะครบอายุประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็ต้องพยายามหากองทุนรวมใหม่ๆ มารองรับ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก” นายพัชร กล่าว
สำหรับกองทุนส่วนบุคคลมีการเติบโตที่ดี เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ มหาวิทยาลัยและบริษัทต่างๆ เข้ามาให้ช่วยบริหารเงินเพิ่มขึ้น เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ อีกทั้งบริษัทได้เสนอตัวเข้าบริหารเงินกองทุนของสำนักบริหารหนี้ (สบน.) มูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเงินออกมาเป็นล็อตๆ คาดว่างวดแรกจะออกมาประมาณเดือน ส.ค.ก.ย.นี้ ประมาณ 34 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ได้จับมือกับแบล็กร็อกพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเสนอตัวบริหารเงินลงทุนในส่วนที่เป็นการลงทุนในต่างประเทศของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ด้วยเช่นกัน
นายพัชร กล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นที่ขึ้นแรงตอบรับข่าวรัฐบาลใหม่ที่มีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าที่ตลาดคาดไว้ ทำให้กองทุนหุ้นของบริษัทได้ผลดีจากราคาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ได้ลดพอร์ตเพื่อถือเงินสดไว้ 15% เมื่อต่างชาติเทขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง เพราะกังวลความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ดัชนีหุ้นลงแถว 1,000 จุด บริษัทก็ได้ซื้อกลับคืนจนปัจจุบันถือหุ้นเต็มพอร์ตถือว่าจับจังหวะถูก
“ตอนนี้หุ้นแพงขึ้นมาประมาณ 10% จากระดับ 1,000 จุด จากนี้คงต้องรอดูโฉมหน้ารัฐบาลและนโยบายจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งหลายคนเป็นห่วงนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลหาเสียงมาตั้งแต่ต้น เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากอาจทำให้เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยก็ต้องปรับขึ้น อาจทำให้เศรษฐกิจไม่โตอย่างที่คาดการณ์ไว้” นายพัชร กล่าว
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศยังมีอยู่หลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐที่จะฟื้นจริงหรือไม่ รวมถึงกรีซที่ยืดเวลาแก้ปัญหาหนี้ออกไปเท่านั้น ซึ่งในมุมมองของบริษัทยังคงเป้าดัชนีสิ้นปีที่ 1,200 จุด เพราะบริษัทจดทะเบียนยังกำไรดีและมีเงินสดอยู่มาก งบแข็งแกร่ง ขณะที่ราคาน้ำมันคงทรงตัวอยู่ระดับนี้ต่อไป







