posttoday
เศรษกิจไทยต้องโต 8-10 %

เศรษกิจไทยต้องโต 8-10 %

06 กรกฎาคม 2554

ถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยทุกภาคส่วนกำลังจับตามองถึงแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินไปทางไหน

ถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยทุกภาคส่วนกำลังจับตามองถึงแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินไปทางไหน

พิชัย นริพทะพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยและตัวเต็งรัฐมนตรีที่จะดูแลงานด้านเศรษฐกิจมาฉายภาพถึงนโยบายที่จะขับเคลื่อนประเทศ

พิชัย บอกว่า นโยบายเศรษฐกิจของ พท.ต้องพัฒนาให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียนให้ได้ พัฒนาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เท่ากับจีนที่โต 810% นั่นหมายถึงว่าจะต้องกลับมาดูเรื่องการขนส่ง เป็นศูนย์กลางการขนส่ง ทำแลนด์บริดจ์ บัตรเครดิตเกษตรกร เป็นการให้ชาวนาสามารถซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่จ่ายดอกเบี้ย มาหักกลบลบหนี้ เป็นจำนำใหม่ ที่มาพร้อมการ์ด มีไอทีในตัว แก้ปัญหาทะเบียนผี ต้องส่งมอบข้าวถึงจะได้เงิน

ที่ผ่านมาพบว่า การประกันรายได้มีการลงทะเบียนผีเป็น 10% เราคุมซัพพลายได้ ทำให้ราคาขึ้นได้ มีข่าวว่าเพื่อไทยชนะข้าวขึ้นไป 10%

ขณะที่การลดภาษีนั้น ฮ่องกงอยู่ในอัตรา 17% สิงคโปร์ 18% ถ้าเรามีภาษีในอัตรา 20% เราสู้ได้ ต้องดึงการลงทุนเข้ามาได้มาก นักลงทุนญี่ปุ่นจะเข้ามามาก จากแผ่นดินไหว ปัจจุบันญี่ปุ่นลงทุนในไทย 4 แสนกว่าล้านบาท คิดเป็นแค่ 2% ของการลงทุนญี่ปุ่นเท่านั้น ญี่ปุ่นต้องลงทุนต่างประเทศอีกมาก หากเราเพิ่มการลงทุนได้อีก 10% ก็เพิ่มขึ้นได้มาก เราเป็นอาเซียน 600 ล้านคน เราเป็นศูนย์กลางได้ เป็นการโตแบบยั่งยืน

เศรษกิจไทยต้องโต 8-10 %

พิชัย กล่าวว่า ถ้าพิจารณาโครงการต่างๆ แล้วจะพบว่า นโยบายของ พท.ต้องใช้งบทั้งหมด 3.2 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี ก็จะตกปีละ 3 แสนกว่าล้านบาท เราต้องดูโครงการก่อนว่าอันไหนทำก่อนอันไหนทำหลัง แต่ทุกอย่างต้องทำแล้วมีรายได้ออกมา

รายได้อันที่ 1 จะมาจากการเพิ่มค่าจ้างเป็น 300 บาท และเงินเดือนเป็น 1.5 หมื่นบาท คนจะบริโภคมากขึ้น ทำให้เก็บภาษีแวตเพิ่ม เหตุผลที่ต้องปรับเงินเดือนขึ้น เพราะอนาคตการลงทุนมาก ทั้งอินเดีย จีน นี่เป็นตัวกำหนดอุตสาหกรรมประเทศเรา

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในอนาคตจะต้องปรับให้ไปสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศ เราจะเปิดรับอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ให้มากขึ้น และนำอุตสาหกรรมเก่าของไทยไปลงทุนในต่างประเทศ รายได้จะมาจากการส่งเสริมการลงทุน

ในประเทศนั้น เมื่อเราลดภาษีให้แล้ว ก็ต้องลดภาษีบีโอไอลง ต้องให้อุตสาหกรรมบางประเภทที่เป็นอนาคต ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ จะต้องทำให้มีรายได้จากการทำระบบขนส่ง ทำให้ต้นทุนลดลงจาก 19% ก็จะทำระบบรางให้มากขึ้น ต้นทุนการขนส่งก็ถูกลง เมื่อของเราถูกก็จะทำให้ขายของได้รายได้มากขึ้น

การทำระบบท่อ ให้ชาวนาเกษตรกรปลูกพืช ได้ผลผลิตเพิ่ม ขายของได้รายได้เพิ่มมากขึ้น พื้นที่ปลูกใหม่จะส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญ สร้างสมดุลการปลูกพืชอาหารและพลังงาน

นอกจากนี้ จะมีการดึงรายได้จากการลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย จากยุโรป โดยพรรคมีนโยบายสร้างเมืองใหม่ด้วย โดยการสร้างเขื่อนกัน กทม. น้ำท่วม เป็นเมืองที่นำเอาธุรกิจในอนาคตไปไว้ที่นั้นสร้างเขื่อนประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท การสร้างเมืองใหม่จะมีพื้นที่กว่า 300600 ตร.กม. ต้องดึงนักออกแบบระดับโลกมาออกแบบ

เรามองว่า เราได้รายได้ มีกำไรจากการให้ต่างประเทศซื้อที่ดิน และให้เช่า 3.6 ล้านล้านบาท ได้ทั้งเขื่อนฟรี เมืองฟรี และได้กำไรด้วย เมืองใหม่จะเป็นศูนย์กลางของประเทศ อาจจะเป็นศูนย์การเงิน ทำเหมือนมาเลเซียที่สร้างเมืองปุตราจายา และเมืองไซเบอร์ตายา

พื้นที่ใหม่จะอยู่แถวสมุทรปราการ เราจะมีเขื่อนกั้น ป้องกันน้ำท่วม กทม. สร้างเขื่อนอย่างเดียวค่าใช้จ่ายสูง

สมัยก่อนเรามีเรื่องการสร้างเมืองนครนายก แต่มีปัญหาเรื่องการเวนคืนพื้นที่ดินว่า รัฐไปเอาที่ดินคืนจากประชาชนมาถูกๆ ไปขายแพงๆ หลังการพัฒนาแล้ว มันผิดกฎหมาย แต่หากเวนคืนแล้วรัฐบาลใช้เองก็ไม่ผิด แต่ไปขายต่อเป็นเรื่องผิด

แต่เรื่องการถมทะเลไม่มีเจ้าของ เป็นเมืองในอุดมคติ เป็นเมืองประหยัดพลังงาน มองกันถึงขั้นรถที่จะวิ่งในเมืองนี้ต้องเป็นรถไฟฟ้า ส่วนอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาต้องเป็นอุตสาหกรรมที่เราส่งเสริม ต้องมาคัดเลือกว่าต้องเป็นอุตสาหกรรมในเชิงสร้างสรรค์

เรื่องการท่องเที่ยว ที่สิงคโปร์มีนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน มาเลเซีย 23 ล้านคน ทั้งสองประเทศนี้ ไม่มีอะไรดีกว่าทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมของไทย แต่ของไทยมีนักท่องเที่ยวแค่ 10 ล้านคน จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มขึ้นไปถึง 30 ล้านคน นี่เป็นโจทย์ที่รัฐบาลใหม่จะต้องทำแบบบูรณาการ โดยจะเน้นเจาะตลาดคนที่มีรายได้สูงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ต้องมีศูนย์ประชุมใหม่ ต้องเร่งสร้าง เพื่อดึงนักธุรกิจมาใช้จ่าย

การรับจำนำข้าวก็เชื่อว่าจะทำให้ราคาขึ้น ก็ทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น เราคิดถึงขนาดว่าจะนำข้าวไปเป็นสินค้าบาร์เตอร์ เทรดกับการลงทุนในระบบเมกะโปรเจกต์

“เราอ่านว่าจีนมีเงินสำรอง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เขาต้องการนำเข้าพลังงาน อาหาร นี่คือโอกาสของไทย”

ระบบ ภาษีสรรพากร ภาษีนิติบุคคลลดลงแน่ แต่ภาษีบุคคลธรรมดาจะไม่ลดลง เพราะตัวเลขคนไทย 65 ล้านคน มีเพียงแค่ 9 ล้านคน ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษี และมีการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีแค่ 2 ล้านคนที่ จ่ายภาษี และที่น่าสนใจคือมีเพียงแค่ 1.8 หมื่นคน ที่จ่ายภาษีในอัตราสูงสุด 37% แต่ยอดภาษีเท่ากับ 35% ของทั้งหมด มีคนเพียง 1.5 แสนคน ที่จ่ายภาษีในพิกัด 3037% แต่มูลค่ากลับเท่ากับ 65% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

จะเห็นว่ามีการหนีภาษีมาก รัฐบาลจึงต้องขยายฐานภาษีแล้วลดภาษี หากขยายฐานไม่ได้ ไปลดภาษี คนที่อยู่ข้างบนได้ประโยชน์ ขณะที่รัฐบาลเสียรายได้ไปมาก

ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องคงที่ ไม่มีแผนจะปรับขึ้น แต่ไม่ลด

เรื่องภาษีน้ำมันก็ต้องดู จะให้ประชาชนรับภาระเพิ่ม ต้องเพิ่มรายได้ประชาชนก่อน จึงจะปรับภาษีน้ำมัน

นโยบายพลังงาน ต้องมาดูเรื่องพลังงานทางเลือก เรื่องก๊าซเอ็นจีวี ต้องดูเรื่องการปลูกพืชพลังงาน ต้องทำให้ราคาพลังงานจริงต้องแพง นี่เป็นคอนเซปต์

ภาษีที่ดินต้องทำอยู่แล้ว เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ข้อมูลพบว่า 20% บนและล่าง รายได้ต่างกัน 13 เท่า ทรัพย์สินต่างกัน 70 เท่า มีความเหลื่อมล้ำสูง ซึ่ง แก้ได้ 2 ทาง คือเรื่องภาษีใครมีที่ดินมีมากก็ต้องเสียภาษีมาก

ทางที่สอง คือ การยกระดับรายได้ของคนให้ใกล้ชิดกัน เรื่องภาษีที่ดินต้องดำเนินการรวมถึงภาษีสิ่งแวดล้อมต้องทำให้ครบ มีกรอบชัดเจน และต้องไม่ทำให้เกิดการทุจริต

รถคันแรกรับรองเราจะคืนภาษีให้ เพื่อยกระดับไทยให้เป็นศูนย์การผลิต เพิ่มการบริโภคภายในประเทศ

พิชัยชี้แจงอีกว่า ปัจจุบันไทยมีเงินสำรองมาก จึงต้องทำกองทุนมั่งคั่ง เงินมีตั้ง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็จัดการบริหารให้เกิดดอกผล หากมูลค่าลด ต้องเปลี่ยนเป็นถือครองทอง ต้องบริหารให้เป็นเงิน

เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ ต้องจัดกรอบให้ชัดเจนในเรื่องการลงทุนว่า การลงทุนจะเป็นประเภทไหนจึงจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ต้องมีความเสี่ยงต่ำ เราดูการลงทุนของจีน เช่น ไปลงทุนในทอง ในพลังงาน และอาหาร

ของเรามองเรื่องพลังงาน เรื่องแก็ซ เรื่องบ่อน้ำมัน พลังงานเป็นเรื่องที่หายาก ต้องมีราคาแพงขึ้น กองทุนนี้จะลงทุนเหมือนเทมาเส็ก หรือ ไออีซี ที่มีกองทุนเริ่มต้นไม่มาก 1,000 ล้านเหรียญ ขนาดนั้นเรายังไม่ได้ลงลึก แต่ต้องมีขนาดที่ใหญ่พอ ไม่เล็กเกินไป

แต่ทั้งนี้ต้องเป็นนโยบายของรัฐบาล ธปท. จะดูเฉพาะเรื่องเสถียรภาพ เรื่องการตั้งกองทุนต้องเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลใหม่ที่จะตัดสินใจ

นโยบายรากหญ้า มีเรื่องจำนำข้าว เครดิตการ์ดชาวนา เรื่องชลประทานระบบท่อ กลุ่มกรรมกรต้องมีค่าจ้าง 300 บาท จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท มี การ์ดให้สามล้อ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ บัตรพลังงาน เพราะนี่เป็นการบริหารสาธารณะ ให้เครดิตการ์ดเติมน้ำมันใน 1 เดือน ตื่นเช้ามีเงินเติมน้ำมัน แต่ละประเภทได้ไม่มาก โดยจะทำผ่านธนาคารกรุงไทย ใช้วงเงินน้อยไม่กี่พันบาทต่อรายแต่ทำให้เขามีศักดิ์ศรี มีเงินทุนหมุนเวียน

ทั้งสองบัตรมีบัตรสะสมแต้ม เป็นเงินให้เบิกได้หลังเกษียณอายุ เหมือนบัตรเกษตรกรไปต่อเรื่องราคาปุ๋ย ยาศัตรูพืช

นอกจากนี้ ยังต้องสร้างที่อยู่อาศัยใกล้รถไฟ ให้เช่าได้เดือน 1,0001,500 บาท เป็นเวลา 7 ปี จะให้ ธอส.หรือให้เอกชนทำ เราคิดว่า 4 ปี เขาจะมีเงินซื้อบ้านเองได้แล้ว นอกจากนี้จะมีการพักหนี้ 5 แสนบาท เป็นเวลา 3 ปี แต่จะเน้นกลุ่มที่เป็นหนี้ที่ไม่มีปัญหา นี่คือภารกิจ  

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน