
สิงหะเชื่อคนไม่โยกเงินฝากหนีแบงก์
เมื่อลดคุ้มครองเงินฝากลงอีกยอดจัดเก็บล่าสุด6.7หมื่นล้าน
เมื่อลดคุ้มครองเงินฝากลงอีกยอดจัดเก็บล่าสุด6.7หมื่นล้าน
“สิงหะ” เชื่อคนไม่โยกเงินฝากหนีหลังลดการคุ้มครอง เหตุสถาบันการเงินไทยเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจไม่น่าห่วง เผยคนหันลงทุนตั๋วบี/อี ทำยอดเงินนำส่งลด “ฟิทซ์” เชื่อ คนให้ความสำคัญเรทติ้งส์มากขึ้น
นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) กล่าวว่า การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงมาอยู่ที่ 50 ล้านบาท ในเดือน ส.ค.นี้ จะก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินฝากในระบบไม่มาก เนื่องจากกลุ่มผู้ฝากเงินรายใหญ่มีความเข้าใจต่อความเสี่ยงในเรื่องนี้ดี และจะเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน
อย่างไรก็ตาม อาจมีการโยกย้ายเกิดขึ้นบ้างในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่จะเริ่มหันมาสนใจความมั่นคงมากขึ้นจากที่เคยสนใจแต่ผลตอบแทน
“สัดส่วนของผู้ที่มีเงินในบัญชีเกิน 1 ล้านบาท ในขณะนี้มีอยู่เพียง 1.5% ของบัญชีทั้งหมด จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกต่อการปรับลดวงเงินคุ้มครองที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินไทยในขณะนี้มีความเข้มแข็ง และมีเงินกองทุนเกินกว่าที่รัฐบาลกำหนดเอาไว้เยอะ นอกจากนี้ เรายังเพิ่งมีรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่น่าเป็นห่วงไปอีกหลายปี” นายสิงหะ กล่าว
นายสิงหะ กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้จัดเก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงินไปแล้วจำนวน 6.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% จากฐานเงินฝากรวมทั้งประเทศที่ 7 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากในช่วงที่ผ่านมาดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ผู้ฝากเงินบางส่วนหันไปลงทุนในตั๋วบี/อีมากขึ้น ทำให้สถาบันสามารถจัดเก็บเงินนำส่งได้ลดลง ทั้งนี้ยืนยันว่าตั๋วบี/อีไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในความคุ้มครองของสถาบัน จึงอยากให้ประชาชนคำนึงถึงความมั่นคงของสถาบันการเงินที่เลือกลงทุนด้วย
“ในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนในตั๋วบี/อีพุ่งขึ้นไปถึง 1 ล้านล้านบาท แต่ตอนนี้ก็เริ่มลดลงมาบ้าง ซึ่งขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และสถาบันเองก็เริ่มที่จะเข้ามาดูถึงความเหมาะสม เพราะตั๋วบี/อีถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างหนี้ หากธนาคารลงมาเจาะรายย่อยมากเกินไปก็ต้องทบทวนถึงความเหมาะสม” นายสิงหะ กล่าว
นางนฤมล ชาญชนะวิวัฒน์ ผู้อำนวยการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจะส่งผลให้คนหันมาให้ความสนใจกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เรตติ้ง) ของสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น เพราะเรตติ้งจะช่วยสะท้อนภาพความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้ฝากคำนึงถึงปัจจัยด้านอื่นด้วย เช่น สภาพคล่อง โดยบริษัทจะมีการนำเสนอข้อมูลล่าสุดออกมาเป็นรายไตรมาส
สำหรับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ BBB ซึ่งล่าสุดเพิ่งได้รับการปรับความน่าเชื่อถือจากที่มีแนวโน้มติดลบมาเป็นมีเสถียรภาพ ส่วนผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้นยังไม่ได้ถูกนำไปคำนวณ ซึ่งอย่างไรก็ตาม ปัจจัยการเมืองสำหรับประเทศไทยถือว่ามีน้ำหนักพอสมควร แต่อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจะเพิ่มขึ้นหรือไม่จะมีการแจ้งผลอย่างเป็นทางการต่อไป
&<2288;
&<2288;
&<2288;
&<2288;
&<2288;







