posttoday
หุ้นไทยพลิกชั่วข้ามคืน

หุ้นไทยพลิกชั่วข้ามคืน

05 กรกฎาคม 2554

หุ้นไทยก่อนและหลังเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา สถานการณ์ต่างกันราวฟ้ากับดิน

หุ้นไทยก่อนและหลังเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา สถานการณ์ต่างกันราวฟ้ากับดิน

โดย...ทีมข่าวตลาดทุน

ก่อนเลือกตั้งนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศต่างประหวั่นพรั่นพรึงว่า การกลับมาของพรรคเพื่อไทยตามผลการสำรวจล่วงหน้าจะจุดชนวนวิกฤตการเมืองอีกรอบ ด้วยท่าทีของพรรครัฐบาลและกองทัพที่แข็งกร้าว

แต่ภายหลังพรรคนี้ชนะการเลือกตั้งอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินครึ่ง ท่าทีของพรรครัฐบาลและกองทัพได้ปรับเปลี่ยนไป และประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งตามกติกา ส่งผลให้นักลงทุนเชื่อมั่นเทคะแนนลงทุนหุ้นไทยวันเดียว 6.31 หมื่นล้านบาท ต่างชาติซื้อ 10,703 หมื่นล้านบาท

โบรกเกอร์ต่างชาติพลิกมุมมองจากลบเป็นบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นไทย และได้ดันดัชนีพุ่งในวันเดียว วันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาเกือบ 50 จุด ปิดที่ระดับ 1,090 จุด แต่ภาวะเช่นนี้จะอยู่ได้นานเพียงใด หรือเพียงช่วงเวลาฮันนีมูน

การขึ้นของหุ้นไทยครั้งนี้เกิดจากแรงซื้อของโบรกเกอร์ต่างชาติด้วยมุมมองที่ว่า ประการแรก หุ้นไทยสะท้อนข่าวเลือกตั้งไปมากแล้ว และวงจรของกำไรยังดี ประการที่สอง พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงเกินครึ่งหนึ่งที่สามารถผลักดันนโยบายให้เป็นจริงได้เต็มที่ พร้อมกับการยอมรับของทุกพรรคการเมืองและกองทัพ ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในช่วง 612 เดือนข้างหน้า และกรณีที่ดีที่สุดยาวนานถึง 4 ปี และมากกว่า

“มาร์ค ตัน” นักวิเคราะห์โกลด์แมน แซคส์ วิเคราะห์ว่า ผลของการที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากถึง 265 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง ในสภาผู้แทนราษฎร และการที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาว “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” จะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการแจกใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กองทัพได้ยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซง เท่ากับเป็นการยอมรับต่อสาธารณชน

ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์ ได้มีการถกเถียงกันเรื่องความยุ่งยากนี้ต่อนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน และยังคงเชื่อว่าการเมืองไทยยังมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นในระยะยาวตามที่คาดหวัง

พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายประชานิยม คือ การเพิ่มค่าแรงงานจาก 159-221 บาท เป็น 300 บาท ที่คาดว่าจะส่งผลให้ราคาข้าวพุ่งขึ้น รวมถึงการแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตสำหรับเด็ก และการลดภาษีรายได้นิติบุคคล

โกลด์แมน แซคส์ คาดว่า นโยบายข้างต้นจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจดังนี้ ประการแรก กดดันภาวะเงินเฟ้อที่จะทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคปีนี้เพิ่มเป็น 4.1% จากที่นักเศรษฐศาสตร์ในตลาดคาดไว้ที่ 3.9%

ประการที่สอง งบประมาณจะขาดดุลเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดดุล 3% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ จาก 2.5% ปี 2553 แต่ขาดดุลเพียงเท่านี้คงไม่เข้าขั้นวิกฤตจากหนี้สาธารณะที่อยู่ที่ 40% ของจีดีพี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายมากกว่าทุนในการบริโภค โดยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างสาธารณูปโภคช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รวมเข้าไปในงบประมาณแล้ว ที่จะสร้างการเติบโตให้ประเทศในระยะยาว

“แดน ไฟน์แมน” นักวิเคราะห์ บล.เครดิตสวิส มีมุมมองเป็นบวกต่อผลการชนะเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย แม้ว่ายังมองว่าการเมืองยังมีความเสี่ยง แต่เชื่อว่าคะแนนที่ท่วมท้นจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคงอย่างน้อย 612 เดือน

กรณีที่ดีที่สุด จะดีไปถึง 4 ปี หรือมากกว่า เพราะรัฐบาลนี้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และระยะอันใกล้นี้จะไม่มีประเด็นที่ตึงเครียดเกิดขึ้น และยังมีความมั่นคงพอที่จะผลักดันโครงการสาธารณูปโภคและลดภาษีรายได้นิติบุคคล ดังนั้นจึงจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น

บล.เครดิตสวิส เพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากปกติต้นเดือนก่อนมาเป็นมากกว่าตลาดมากใน 2 กลุ่มที่ได้รับผลดีจากนโยบาย คือ ธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์

ด้าน บล.เจพี มอร์แกน กลับมามีมุมมองเป็นบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นไทย และให้ดัชนีเป้าหมายปี 2554 ที่ 1,200 จุด หลังจากดัชนีลดลงตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. และสะท้อนต่อความเสี่ยงของการเลือกตั้งไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าพรรคใดจะมา ถือว่าไม่เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นไทยแล้ว จึงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารเป็นมากกว่าตลาดจากเดิมปกติ และหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนสูงสุด คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่จะได้ดีจากขาขึ้นของการปล่อยสินเชื่อและความมั่นใจของภาคธุรกิจ และให้กลุ่มที่ดินเป็นอีกกลุ่มที่แนะนำให้ลงทุน คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ (AP) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO)

ด้าน ซิตี้ กรุ๊ป แนะนำให้ซื้อหุ้นไทยเพราะเชื่อว่าที่ผ่านมาหุ้นถูกขายออกมามากจนเกินไปเพราะกลัวการเมือง แต่วงจรกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เป็นบวกทำให้หุ้นน่าสนใจ

ดังนั้น จึงยังคงให้ดัชนีเป้าหมายปีนี้ที่ 1,150 จุด ดัชนี SET 50 ที่ 835 จุด หรือสัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) 13.5 เท่า และ 14 เท่า ตามลำดับ

ทั้งนี้ แนะนำหุ้นที่วงจรกำไรแข็งแกร่ง ทั้งหุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น กลุ่มโรงแรมที่ได้ดีจากธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ได้ดีจากการลงทุนตรงที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มองว่า กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) บริษัท อินทัช (INTUCH) บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (MLINK) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD)

ส่วนบริษัทที่ได้รับจิตวิทยาทางลบเพราะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) และบริษัท การบินไทย (THAI)

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า นโยบายที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งผลักดันคือลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% เพื่อเพิ่มค่าจ้างให้ประชาชนน่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) และบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) ขณะที่การเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีผู้ซื้อบ้านรถยนต์ครั้งแรกจะเป็นผลดีกับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY)

ส่วนการผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 10 สายในกรุงเทพฯ และส่วนต่อขยาย BTS จะเป็นผลบวกต่อ ITD, CK, STEC และน่าจะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชนอย่างบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL)

ด้านนโยบายพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางภูมิภาคเอเชียและดึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางน่าจะดีต่อธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และโรงพยาบาลที่เน้นคนไข้ต่างชาติ คือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) บริษัท บางกอกเชนฮอสปิทอล (KH)

บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินว่า หุ้นที่ได้รับผลดีจากนโยบายเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน และขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ได้แก่ CPALL, BIGC และ MAKRO ส่วนหุ้นสื่อสาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ADVANC, บริษัท สามารถ เทลคอม (SAMTEL), MLINK, บริษัท ไทยคม (THCOM) ได้ประโยชน์จากนโยบายให้บริการไวไฟฟรีในบริเวณพื้นที่สาธารณะ และหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างวัสดุก่อสร้างอย่าง ITD, CK บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) จะได้ผลดีจากนโยบายรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล และโครงการทำเขื่อนบริเวณชายทะเลป้องกันน้ำท่วม

บล.เกียรตินาคิน คาดการณ์ว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลมากสุด แนะนำ ITD, CK และ STEC เป็นหุ้นเด่น ส่วนกลุ่มที่จะได้รับผลดีต่อเนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ได้แก่ SCC, SCCC, บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) และบริษัท ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) รวมถึงผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย เช่น บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) SPALI, PS และบริษัท มั่นคงเคหะการ (MK) ขณะที่ตลาดรถในประเทศจะได้ประโยชน์จากนโยบายคืนภาษีให้ผู้ซื้อรถยนต์ครั้งแรก ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่จะได้ประโยชน์ คือ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) บริษัท ไทยสตีลเคเบิล (TSC) และบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) ประเมินราคาเหมาะสมปี 2554 เท่ากับ 26.98 บาท, 13.80 บาท และ 16.96 บาท ตามลำดับ

หุ้นกำลังเข้าสู่ยุคกระทิง...ถ้ารัฐบาลประคอง สถานภาพความมั่นคงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง และจัดทัพทีมคณะรัฐมนตรีออกมาดูดีและยอมรับในสายตาสาธารณชน  

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน