posttoday
อีกบทพิสูจน์ว่าการขายของต่างชาติไม่ใช่สิ่งร้ายเสมอไป

อีกบทพิสูจน์ว่าการขายของต่างชาติไม่ใช่สิ่งร้ายเสมอไป

05 กรกฎาคม 2554

วันที่ 4 ก.ค. ตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดหลายประการในรอบหลายปีที่ผ่านมา การปรับตัวบวกถึง 48.80 จุด

วันที่ 4 ก.ค. ตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดหลายประการในรอบหลายปีที่ผ่านมา การปรับตัวบวกถึง 48.80 จุด

โดย..จิตรา อมรธรรม

ของดัชนีเป็นการบวกแรงที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่ง (วันที่บวกแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์คือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30%) มูลค่าการซื้อขายที่สูงถึง 6.3 หมื่นล้านบาท ถือเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 เดือน (ไม่รวมเดือนที่มีBig Lot) และการที่ต่างชาติซื้อสุทธิถึง 10,703 ล้านบาท เป็นยอดสูงสุดในรอบ 5 ปีเศษ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความชัดเจนของการเลือกตั้งทำให้ดัชนีตลาดบ้านเราบวกอย่างโดดเด่น 4.7% มากกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่บวกเฉลี่ย 1%

หลังจากที่ต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าการเมืองทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ต้องกลับมาซื้อกลับ (Short Covering) ถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท วันที่ 4 ก.ค. โดยให้เหตุผลว่ามีมุมมองดีขึ้น อันที่แท้จริงแล้วดิฉันเห็นว่า SET Index ไม่มีความจำเป็นต้อง Underperform ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่เพราะแรงขายของต่างชาติจึงกดดันดัชนีให้ปรับลงมากกว่าเพื่อนบ้าน แต่ก็เท่ากับเป็นการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่าสถาบันในประเทศและรายย่อยของเรามองตลาดได้ลึกซึ้งกว่า เพราะเป็นฝ่ายซื้อสุทธิโดยต้นทุนของสถาบันในประเทศในรอบเกือบ 2 เดือนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ดัชนี 1,044 จุด ส่วนต้นทุนของรายย่อยเฉลี่ยอยู่ที่ดัชนี 1,026 จุด เท่ากับที่ราคาปิดวันที่ 4 ก.ค. มีกำไรแล้ว 4% และ 6% ตามลำดับบางครั้งการขายหุ้นของต่างชาติจึงไม่ใช่ข่าวร้ายของพวกเราเสมอไป แต่กลับเป็นโอกาสด้วยซ้ำ ขอเพียงนักลงทุนตั้งสติและใช้วิจารณญาณ อย่างไรก็ตาม จากจุดนี้ดิฉันเชื่อว่าด้วยแรงเหวี่ยงของตลาดอาจทำให้ดัชนีมีโอกาสไปทดสอบ 1,100 จุด แต่หลังจากนั้นน่าจะมีโอกาสพักฐานก่อน เนื่องจากปัจจัยต่างประเทศจะกลับมากดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

ความเสี่ยงที่รออยู่ในสัปดาห์หน้ายังคงเป็นปัญหาของกรีซที่แม้ว่าจะเป็นข่าวเดิมๆ แต่การที่กลุ่ม EU จะมีการประชุมหารือเงื่อนไขและรายละเอียดของเงินกู้รอบ 2 ประมาณวันที่ 11 ก.ค.นี้ ถือว่ามีความสำคัญต่ออนาคตของกรีซ ทั้งนี้กรีซรอดพ้นจากการล้มละลายอย่างหวุดหวิดเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากได้รับความช่วยเหลือจาก EU/IMF 1.1 แสนล้านยูโร (1st Bailout package – เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 5% มาจาก EU 8 หมื่นล้านยูโร และ IMF 3 หมื่นล้านยูโร) แต่เศรษฐกิจของกรีซที่ถดถอยมากกว่าคาด ทำให้กรีซจำเป็นจะต้องขอรับเงินช่วยเหลืองวดที่ 2 (2nd Bailout Package) จาก EU/IMF อีกครั้ง คาดการณ์กันว่าจะเป็นจำนวนเงินใกล้เคียงกับก้อนแรกคือ 1.1 แสนล้านยูโร ซึ่งทาง EU จะมีการพิจารณาประมาณวันจันทร์หน้าดังกล่าว และน่าจะเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง (เยอรมนีซึ่งจะต้องใส่เงินประมาณ 30% แต่ประชาชนไม่พอใจ) ทำให้ EU วางกรอบไว้ว่าแผนการช่วยเหลืออาจเสร็จสิ้นประมาณเดือน ก.ย.ปีนี้ เพื่อทยอยจ่ายให้กรีซได้ตั้งแต่ปลายปี 2554 จนถึงปี 2557

ปัญหาของกรีซเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของกลุ่มยุโรปเพราะหนี้สินที่มีมหาศาลถึง 343,484 ล้านยูโร (143% ของ GDP) ในขณะที่มาตรการรัดเข็มขัดก็เข้มงวดมากจนนักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่าไม่น่าจะปฏิบัติตามได้ (ต้องลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ได้ 2.84 หมื่นล้านยูโร และขายสินทรัพย์ให้ได้ 3 หมื่นล้านยูโร ภายในปี 2558) จนสุดท้ายอาจต้องปล่อยให้กรีซล้มละลายหรือลอยแพจากกลุ่ม EU ปัญหาของกรีซที่จะยังอยู่กับเราอีกหลายปี การค่อยๆ ซึมซับข่าวของตลาดจะทำให้สุดท้ายกรีซจะไม่มีน้ำหนักกับตลาดหุ้นอีกต่อไป หรือที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Priced In ไปแล้ว

นอกเหนือจากปัญหากรีซแล้ว ฝั่งสหรัฐก็ยังมีปัญหาหนี้เช่นกันเพราะจำนวนหนี้ที่สูงถึง 14.294 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ชนเพดานหนี้ไปแล้ว หากสภาไม่ขยายเพดานหนี้ออกไปก่อนต้นเดือนหน้า รัฐบาลโอบามาก็จะไม่สามารถชำระหนี้ที่จะครบกำหนดในช่วงกลางเดือน ส.ค.ได้ ทำให้ S&P และ Moody’s ขู่ว่าอาจปรับลดเรตติ้งพันธบัตรสหรัฐเป็น Selective Default ซึ่งถ้าทำริง ตลาดการเงินโลกได้ปั่นป่วนแน่

ข่าวร้ายต่างๆ ที่ประดังเข้ามาในเดือนนี้ รวมถึงการหมดยุค QE2 จะเป็นโอกาสให้ทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อเห็น SET Index อ่อนตัว เพราะเชื่อว่าตลาดหุ้นในเอเชียมีโอกาสวิ่งในครึ่งปีหลังจากปัจจัยพื้นฐานที่อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่าสหรัฐและยุโรป หุ้นแนะนำ KBANK, SCB, PTT, PTTCH, SCC,DTAC, MAKRO, CPALL เป็นต้นค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน