
‘โฮมโปร’ไม่กล้าฟันธงมาเลย์
ขอศึกษาตลาดก่อนรับรู้รายได้เชื่อรัฐบาลใหม่หนุนกำลังซื้อ
ขอศึกษาตลาดก่อนรับรู้รายได้เชื่อรัฐบาลใหม่หนุนกำลังซื้อ
HMPRO ขอศึกษาตลาดมาเลเซียให้ชัดเจนก่อนรับรู้รายได้ในอนาคต ชี้ได้รัฐบาลชุดใหม่หนุนกำลังซื้อดีต่อเนื่องถึงไตรมาส 3
นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) เปิดเผยว่า ไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าไปตั้งบริษัทย่อยในประเทศมาเลเซียเมื่อไร เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้น และเป็นการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศครั้งแรก จึงต้องระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับตลาด
สำหรับเหตุผลที่บริษัทเริ่มไปลงทุนที่ประเทศมาเลเซียก่อนในภูมิภาคเอเชีย เพราะเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ประเทศไทย และพฤติกรรม การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมี ความคล้ายคลึงกันมาก ประกอบกับการเข้าไปครั้งนี้ทำให้ HMPROเป็นผู้ค้าปลีกด้านผลิตภัณฑ์ภายในบ้านเจ้าแรกในมาเลเซียด้วย
“ยากที่จะกำหนดเวลาแน่นอนว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เมื่อไร เพราะบริษัทมีการแถลงแผนยุทธศาสตร์ไปต่างประเทศมานาน และเป็นข่าวไปบ่อยแล้ว แต่จะเห็นได้ว่าบริษัทค่อยๆ ไป ซึ่งถ้ามีความคืบหน้าเมื่อไรจะรีบชี้แจงให้ทราบ” นายคุณวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. คณะกรรมการมีมติอนุมัติการตั้งบริษัทย่อยเพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศมาเลเซีย ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านริงกิต หรือประมาณ 10ล้านบาท
กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2ที่ใกล้ประกาศออกมาถือว่าดี และคาดว่าไตรมาส 3 จะดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่ยังอยู่ในช่วงฮันนีมูนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และมีแนวโน้มว่าจะมีเสถียร ภาพในการจัดตั้งรัฐบาลได้
“ปกติกลุ่มค้าปลีกได้อานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ทำให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีแล้ว และยิ่งสถานการณ์การ เมืองนิ่งขึ้น คนก็กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดังนั้นตอนนี้ควรให้โอกาสเขาก่อน รอฟังนโยบายที่ชัดเจน และดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ต่อสาธารณชนอย่างไร ชอบไม่ชอบ 4 ปี ก็ค่อยวัดผลกันใหม่” นายคุณวุฒิ กล่าว
บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ แนะนำ “ถือ” ให้มูลค่าเหมาะสม 9.7 บาท โดยมองว่าโฮมโปรจะเป็นผู้ค้าปลีกตลาดผลิตภัณฑ์ภายในบ้านแบบวันสต็อปเจ้าแรกในประเทศมาเลเซีย
ทั้งนี้ ไม่ได้นำผลประกอบการของเอาต์เลตใหม่เข้ามาในประมาณการ โดยแต่ละเอาต์เลตจะทำให้ยอดขายของโฮมโปรเพิ่มขึ้น 630 ล้านบาท และกำไรเพิ่มขึ้น 40ล้านบาท สำหรับสัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (PER) ประมาณ 23 เท่าในปี 2554







