posttoday
ยุบกองทุนน้ำมันฯรัฐบาลจ่อพัง หากพลังงานวิกฤต

ยุบกองทุนน้ำมันฯรัฐบาลจ่อพัง หากพลังงานวิกฤต

05 กรกฎาคม 2554

คำสัญญาจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

คำสัญญาจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ที่น่าจับตามองและเซอร์ไพรส์บนเวทีหาเสียงใหญ่ครั้งสุดท้ายที่สนามราชมังคลากีฬาสถานมาแล้ว คือ “การยุบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งหวังจะทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาน้ำมันถูกลงทันที สูงสุดถึงลิตรละ 7.50 บาทนั้น

ถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากในช่วง 1 ปี และอาจไม่ง่ายที่ทำได้อย่างที่ประกาศเอาไว้ เพราะในช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ ถูกใช้ไปเป็นเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงานมาโดยตลอด ซึ่งก็เกิดจากนโยบายของนักการเมืองที่สวมหมวกของรัฐมนตรีพลังงาน ทั้งการตรึงราคาดีเซล การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม การตรึงราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และการอุดหนุนราคาน้ำมันประเภทพลังงานทดแทน

จนปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระหนี้ที่ยังรอการเบิกจ่ายจากเจ้าหนี้ 2.23 หมื่นล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้นฐานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดอยู่ในภาวะติดลบ หรือมีรายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่ 1,132 ล้านบาท/เดือน แต่ที่ประคองอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็มาจากการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากน้ำมันกลุ่มเบนซิน

ทั้งนี้ เมื่อสอบทานนโยบายการยุบกองทุนน้ำมันฯ ข้อดีแบบไม่ต้องคิด ในระยะสั้นคือ ทำให้ราคาน้ำมันลดลงและราคาสะท้อนตามตลาดโลกทันที เพราะราคาน้ำมันในแต่ละลิตรไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันฯ แต่หากมองในระยะยาว ถ้าราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนปรับสูงขึ้น จากปัจจัยต่างประเทศทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นภาครัฐจะไม่มีเครื่องมือมาดูแลพยุงราคาน้ำมันให้มีเสถียรภาพ หรือรัฐบาลกล้าจะปล่อยให้ราคาน้ำมันไต่ระดับสูงตามตลาดโลก

นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯยังมีภาระจ่ายชดเชยราคาแอลพีจีที่รัฐบาลกำหนดให้ตรึงราคาภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง ขณะที่ยังต้องจ่ายชดเชยการนำเข้าแอลพีจีแต่ละเดือน เพราะในประเทศผลิตไม่เพียงพอกับการใช้ เฉพาะเงินก้อนนี้ยังรอค้างจ่ายอยู่กว่า 6,000 ล้านบาท รวมทั้งการจ่ายชดเชยราคาส่วนต่างแอลพีจีให้กับโรงกลั่นในประเทศอีก 2,500 ล้านบาท และยังไม่นับรวมภาระถาวรการนำเข้าแอลพีจีเดือนละ 1.1 แสนตันใช้เงิน 2,000-3,000 ล้านบาท

ในขณะที่การตรึงราคาเอ็นจีวี กก.ละ 2 บาท ให้กับ ปตท. เพื่อพยุงราคาขายปลีกให้อยู่ในระดับ 8.50 บาท/กก. ปัจจุบันยังต้องทยอยจ่ายคืนให้กับ ปตท. เดือนละ 300 ล้านบาท โดยมีหนี้ค้างที่เกิดตั้งแต่ปี 2553 จนถึงขณะนี้มีเงินค้างจ่ายอยู่ 4,200 ล้านบาท

ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านี้ยังไม่รวมไปถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน ในการอุดหนุนราคาแก๊สโซฮอล์ อี20 แก๊สโซฮอล์ อี85 และการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ ลิตร ที่มียอดรวมกันกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่ยังยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายยุบกองทุนน้ำมันฯ ทำได้ แต่ก็มีเงื่อนไขอื่นๆ ตามมา ลำดับแรก ต้องล้างภาระหนี้ต่างๆ ให้หมดคงใช้เวลากว่า 1 ปี จากนั้นก็ต้องมาพิจารณานโยบายตรึงราคาแอลพีจี จะเดินหน้าต่อหรือจะลดการชดเชยราคาลง

นอกจากนี้ การอุดหนุนราคาน้ำมันประเภทพลังงานทดแทนจะทำอย่างไร ทั้งแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล เพราะต่างใช้เงินกองทุนน้ำมันฯในการดูแลแทบทั้งสิ้น

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายเคยเห็นด้วยจะลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันแต่ละชนิด เพราะเห็นว่าคนใช้น้ำมันเบนซินเสียโอกาสจะใช้น้ำมันราคาถูก แต่ไม่เคยมีใครกล้ายุบกองทุนน้ำมันฯ ที่ตั้งมาเมื่อปี 2516 เนื่องจากหากเกิดวิกฤตน้ำมันโลกขึ้น จะไม่มีเครื่องมือใช้บริหารจัดการได้ ซึ่งหากยังจำกันได้วิกฤตน้ำมันโลกเคยล้มรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มาแล้ว

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า