
ทำทันที ทุกโครงการ
หลังการเลือกตั้ง หลายคนเกิดคำถามว่านโยบายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยจะนำไปสู่การปฏิบัติได้แค่ไหน
หลังการเลือกตั้ง หลายคนเกิดคำถามว่านโยบายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยจะนำไปสู่การปฏิบัติได้แค่ไหน
โพสต์ทูเดย์จึงเดินหน้าหาคำตอบ ด้วยการสัมภาษณ์ พิเศษ สุชาติ ธาดาธำรงเวช ทีมเศรษฐกิจของพรรค และเป็นแคนดิเดตในตำแหน่ง รมว.คลัง
nนโยบายเพื่อไทยมีจำนวนมาก จะบริหารงบประมาณ การเงินการคลังของประเทศอย่างไร?
สุชาติ กล่าวว่า นโยบายและโครงการทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยมีจำนวน 1.8 ล้านล้านบาท ที่จะต้องทำทันทีให้มีผลภายใน 5 ปี ผมว่าใช้งบเพิ่มแค่ปีละ 1.3 แสนล้านบาท
โครงการที่ใช้เงินมากที่สุด คือ การพัฒนาแหล่งน้ำ 25 ลุ่มน้ำ ประมาณ 3 แสนล้านบาท เพียงแต่ต้องทำประชาพิจารณ์
โครงการด้านคมนาคม เป็นโครงการที่มีผลตอบแทน จะให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน บางโครงการจะไม่เสียเงิน และยังได้เงิน เช่น โครงการสร้างเขื่อนกันน้ำทะเลท่วม กทม. ปากอ่าวไทย จะลงทุนถมทะเลให้เป็นเมือง ลงทุนตารางวาละ 2.5 หมื่นบาท แต่ขายให้กับนักลงทุนได้กว่า 1 แสนบาท สูงเหมือนถนนสีลม ทำเหมือนประเทศสิงคโปร์ที่เดิมมีพื้นที่ 600 ตร.กม. ตอนนี้ 700 ตร.กม. ทำไปขายเอกชนส่วนหนึ่ง พัฒนาส่วนหนึ่ง เป็นแผ่นดินใหม่ ไม่มีปัญหาการขาย ทำเป็นเมืองไอที ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วม มีระบบเป็นอย่างดี
สาเหตุที่ทำเขื่อนกันทะเล เพราะการขุดแม่น้ำเจ้าพระยาป้องกันน้ำท่วมไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม.
“เราคิดไว้คร่าวๆ จะถมออกไป 10 กม. จากฝั่ง สร้างเขื่อนและเอาทรายด้านหน้ามาถม ทำที่ฝั่งอ่าวไทย จากแม่น้ำบางปะกงไปสุดที่แม่น้ำท่าจีน ทั้งนี้อ่าวไทยยาว 90 กม. จากเพชรบุรี มาชลบุรี เราจะทำก่อน 30 กม.เรื่องนี้ พท.ประกาศเป็นโครงการอันดับหนึ่งของพรรค” สุชาติ กล่าว
โครงการเซาเทิร์นซีบอร์ดใช้งบ 1 แสนล้านบาท มีสะพานเศรษฐกิจ มีถนนไฮเวย์ และมีรถไฟความเร็วสูง
โครงการสังคมที่ต้องจ่ายเงินเบี้ยผู้สูงอายุ 60 ปี จ่าย 600 บาท อายุ 70 ปี จ่าย 700 บาท อายุ 80 ปี จ่าย 800 บาท อายุ 90 ปี จ่าย 1,000 บาท เดิมมีอยู่ 7 ล้านคน ใช้เงิน 3 หมื่นกว่าล้านบาท ในส่วนนี้จะใช้เงินประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท เบี้ยคนพิการได้รับปากไว้ ยังไม่มีนโยบายเพิ่ม อสม. 600 บาท อปพร. กองทุนหมู่บ้านอีก 1 ล้านบาท คิดเป็นเงิน 8 หมื่นล้านบาท โครงการเอสเอ็มแอล มีโครงการพักหนี้ที่มีปัญหา 5 แสนบาท เป็นเวลา 3 ปี
นโยบายประกันรายได้ ใช้เงินปีละ 8 หมื่นล้านบาท จะหายไปเลย ตอนนี้ 80 ล้านไร่ บางคนไม่ทำเงิน โรงสีซื้อข้าวถูก ไปขายต่างประเทศถูกๆ ทำให้ราคาตกต่ำ เท่ากับคนไทยเอาเงินภาษีไปหนุนคนปลูกข้าวให้คนทั้งโลกกินข้าว จะทำได้นานขนาดไหน
จึงจะหันมาเน้นการรับจำนำยกระดับข้าว 1.5 หมื่นบาท เอาข้าวออกไปจำนวนหนึ่ง ราคาข้าวก็จะปรับจาก 470 เหรียญสหรัฐ เป็น 650 เหรียญสหรัฐ สำหรับข้าวสาร จะได้กลับมา 1.5 หมื่นบาท ไปจ่ายเกษตรกร โดยที่รัฐไม่ต้องเสียเงิน รับซื้อทุกเม็ดจริง แต่ขายที่ไหนได้ก็ขายไป ที่ผ่านมาข้าวสาร 30 ล้านตัน จะมาจำนำ 1 ใน 3 ใช้เงินหมุนเวียน 1.5 แสนล้านบาท
ผมมั่นใจว่าการยกระดับราคาข้าวทำได้ เพราะเราผลิตครึ่งหนึ่งของการบริโภคของโลก เรากำหนดราคาได้ ไม่ใช่โลกกำหนดราคาข้าวให้เรา
เกษตรกรขายข้าวได้ราคาแพง แต่จะได้กินข้าวถูก เพราะจะนำ 10 ล้านตันมาสีเพื่อขายเป็นข้าวสาร ขายส่งให้กับผู้ค้ารายใหญ่ต่อไป ข้าวเปลือก 8,000 บาท ข้าวสารราคากิโลกรัมละ 22 บาท เราก็จะเป็นผู้แข่งขันเพิ่ม ทำให้ราคาข้าวสารถูกลง ของเราข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท ข้าวสารจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 บาทเท่านั้น
มีปัญหาที่เห็นด้วย คือ การทุจริตช่วงการประมูลข้าวออก ผมจึงบอกว่าในอนาคตนักการเมืองที่จะมาดูกระทรวงพาณิชย์ต้องไม่โกง เพราะถ้าโกงโมเดลการจำนำข้าวก็ไปไม่ได้
ผมไม่การันตีว่าจะไม่มีการโกง แต่ผมจะดู เพราะถ้าโกงรัฐบาลมีปัญหา มีระบบกลไกพรรคตรวจสอบ
สุชาติ ยอมรับว่าการจำนำข้าวที่ผ่านมาขาดทุนปีละ 23 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมา 10 ปี เสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะการทุจริต ไม่ได้ขาดทุนจากการดำเนินการ
ดังนั้น เรื่องเร่งด่วน คือ โครงการรับจำนำข้าว โครงการกองทุนเอสเอ็มแอล ขึ้นค่าจ้าง 300 บาท
nพท.ต้องทำให้เศรษฐกิจโตปีละเท่าไร เพื่อรองรับการทำนโยบายต่างๆ ได้
สุชาติ กล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจมีมูลค่า 10 ล้านล้านบาท เติบโตปีละ 4% ก็ตก 4 แสนล้านบาท ถ้าเราทำให้เติบโต 6% ก็จะได้เพิ่มมา 6 แสนล้านบาท ถือว่ามีเงินเพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาท เศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นก็เก็บภาษีได้ไม่น้อยกว่า 17% ของมูลค่าเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ มากขึ้น
ภารกิจของรัฐบาลจึงต้องกระจายรายได้จากตลาดทุน ภาคอุตสาหกรรมไปสู่คนชนบท โดยให้โอกาสคนฐานราก จะทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น จากเดิมที่อยู่แต่บนส่วนยอด
การทำบัตรเครดิตเกษตรกร รัฐบาลจะรับตกเขียวเอง ไปซื้อปุ๋ยลด 10% ถึงเวลานำข้าวมาคืน ไปซื้อข้าวเวียดนามมาขายไม่ได้
การทำอย่างนี้ จะทำให้เศรษฐกิจพองโตได้จากเดิมอีก 2% หากปัจจุบันขยายตัวได้ 4% ก็จะเป็น 67% ได้ภาษีเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท นำมาใช้จ่าย เป็นภาษีที่ได้จากการให้โอกาสให้กับพี่น้องประชาชน
ยังมีแรงบวกจากการเพิ่มค่าจ้างขึ้นเป็น 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ทำให้มีการบริโภคมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นไปอีก การกระจายความมั่งคั่งไปสู่คนที่มีน้อย จะทำให้คนรวยอยู่ รวยขึ้นอีก
สุชาติ กล่าวว่า การพัฒนาประเทศยังมีความจำเป็นต้องกู้เงิน หากกู้มาแล้วได้ผลตอบแทนกว่าดอกเบี้ย และทำให้ทำงบประมาณสมดุลได้เร็วกว่าที่รัฐบาลก่อนหน้าตั้งไว้ เพราะจีดีพีขยายตัวมากขึ้น
nจะมีการปรับโครงสร้างภาษีหรือไม่?
สุชาติ กล่าวว่า เรื่องของภาษีต้องต่ำ ภาษีนิติบุคคลในปีหน้าจะลดจาก 30% เป็น 23% แน่ บริษัทเอกชนที่เคยมีกำไร 100 ล้านบาท เคยจ่ายภาษี 30 ล้านบาท ต่อไปก็จะจ่ายแค่ 23 ล้านบาท และที่เหลืออีก 7 ล้านบาท ก็ขอให้ไปจ่ายค่าจ้างจาก 215 บาท เป็น 300 บาท จ่ายค่าจ้างคนจบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท จาก 8,0009,000 บาทต่อเดือน
เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำเป็นกฎหมาย ไตรภาคีอยู่ภายใต้รัฐบาล เราต้องเข้าไปแก้ไขระบบ เพราะมันเป็นนโยบาย ส่วนบริษัทที่ได้ลดภาษีโดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มก็ต้องยอมรับ เพราะรัฐบาลบริหารภาพใหญ่ เพราะบางบริษัทอาจจะหลุดรอดไป เป็นเรื่องธรรมดา
ข้อถกเถียงที่ว่าเอกชนรับไม่ได้ ผมว่าเป็นข้อแก้ตัวมากกว่า เพราะหากเทียบเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ค่าจ้างจีนคิดเป็น 1 ใน 4 เท่าของค่าจ้างไทย ตอนนี้เป็น 2 เท่าของค่าจ้างไทย หากผู้ประกอบการคิดว่าค่าจ้างไทยเพิ่มไม่ได้ จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปไม่ได้
นอกจากนี้ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจที่เข้าใหม่จะได้เงินเดือน 1 หมื่นบาท และคนที่อยู่เก่าได้ไม่ถึง ก็จะมีการอบรมและปรับขึ้นเป็น 1.5 หมื่นบาทเช่นกัน โดยจะใช้เงินประมาณ 6,0007,000 ล้านบาท
นโยบายดังกล่าวไม่ได้ตั้งเวลา แต่จะดำเนินการให้ไว โดยมีภาระเข้ามาใหม่ 3,0004,000 ล้านบาท มีข้าราชการ 2 ล้านคน มีเข้ามาใหม่แค่ 1 หมื่นคน ก็จะปรับขึ้นทุกขั้น โดยเฉพาะข้าราชการระดับล่าง แต่ข้าราชการระดับบนจะไม่ได้ปรับเพิ่ม เพราะรายได้มากอยู่แล้ว ที่ผ่านมาขึ้นเงินเดือน 5% ใช้เงินมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับภาษีเงินได้บุคคลนั้น เราไม่มีนโยบาย ภาษีมูลค่าเพิ่มยังไม่ได้มีการคิดเรื่องนี้ เช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากรขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการในช่วงนั้น
ดอกเบี้ยอ่อนนั้นถือว่าแล้วแต่แบงก์ชาติ ที่ตอนนี้ยังไม่สูง แต่รัฐบาลจะไม่ส่งเสริมดอกเบี้ยสูงถึง 10% กว่า เหมือนที่ผ่านมาปี 2540 ที่ล้มละลาย
ขอให้ไว้ใจได้เรื่องบาทอ่อนเราจะไม่สั่งการแบงก์ชาติ แต่จะขอร้องให้แบงก์ชาติ ทั่วโลกใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ใช่ขึ้นดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนก็แข็งตาม กลายเป็นว่าตลาดเงินไปกำหนดชะตาชีวิตชาวบ้าน เพราะขึ้นดอกเบี้ยช่วยค่าเงินแข็ง เราก็ขายข้าวได้น้อย มันจึงต้องมีระบบมีสูตรอัตราแลกเปลี่ยนที่รักษาความสามารถในการแช่งขัน
แบงก์ชาติเป็นข้าราชการประจำ เราไม่ต้องการให้เขามาใช้กระบวนการตัดสินใจในแต่ละวัน เราต้องมีสูตรที่ทำให้เงินบาทแข่งขันได้ มีขึ้นมีลง และพิสูจน์ได้ว่าคนบริหารไม่ได้ประโยชน์จากมัน ไม่ใช่คนบริหารซื้อก่อน ขายก่อน เปลี่ยนตามใจเขา เราต้องมีสูตร มีระบบกลไกค่าเงินแข่งขันได้
ปัจจุบันค่าเงินปล่อยให้ลอยตัวตามยถากรรมมากเกินไปแล้ว
ระบบตระกร้าเงินก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เหมือน สิงคโปร์ จีน ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นระบบที่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม การที่เราหลุดจากระบบตระกร้ามาเป็นเพราะเราโง่ ไม่มีที่ไหนปล่อยเรือลำเล็กไปทนกับทอนาโดในมหาสมุทร
ที่ผ่านมาสภาแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย สื่อไปเข้าข้างแบงก์ชาติ ค่าเงินแข็งไม่มีรายได้เพิ่ม มีแต่รายจ่าย มีกฎหมายเดิมที่ให้ทำได้
เรื่องทุนรักษาระดับยังอยู่ แต่มีการบิดเบือนว่าไม่มีอยู่ ตั้งหรือสร้างขึ้นใหม่ก็ได้ ตอนนี้ไปฝากเป็นเงินเหรียญสหรัฐได้ดอกเบี้ยน้อย และค่าก็ลดลง
เราต้องมีการตั้งกองทุนเหมือนสิงคโปร์ เหมือนจีนไปลงทุนในบ่อน้ำมัน ติดกฎหมายก็ต้องแก้กันในสภา ถ้าทำดีขึ้น ผมจะเฉียบขาดกับมัน และเอาจริงขึ้น
เรื่องการสร้างเมืองใหม่
คิดไว้คร่าวๆ จะถมออกไป 10 กม. จากฝั่ง สร้างเขื่อน และ เอาทรายด้านหน้ามาถม ทำที่ฝั่งอ่าวไทย จากแม่น้ำบางประกง ไปสุดที่แม่น้ำท่าจีน ทั้งนี้อ่าวไทยยาว 90 กม. จากเพชรบุรี มาชลบุรี เราจะทำก่อน 30 กม.
พท. ประกาศเป็นโครงการอันดับหนึ่งของพรรค พท. ได้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของสิงคโปร์ประมาณ 300 ตารางกม.โครงการนี้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ให้เอกชนมาจัดการ ทำก่อนจ่ายทีหลัง มีการประมูลพื้นที่บางส่วน และเปิดให้ต่างชาติซื้อได้ เป็นพื้นดินใหม่ หากมีคามคิดเดิมว่าแผ่นดินต้องเป็นของคนไทย จะทำให้ประเทศยากจน
ลองคิดดูถ้าลงทุนตรม. 2.5 หมื่น ขายได้เป็น 1 แสน รัฐบาลได้นำเงินไปพัฒนาประเทศ หากจำเป็นต้องออกกฎหมายก็ต้องออก โครงการนี้อาจใช้เวลานาน เพราะมีขั้นตอนการ ต้องผ่านสิ่งแวดล้อม เราจะเน้นกา







