
ประชานิยมโชติช่วงใส่เกียร์เดินหน้า..ละเลงงบ
ในที่สุดก็ผ่านพ้นการเลือกตั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโฉมหน้ารัฐบาลจะออกมาเป็นเช่นไร ภาพชัดๆ ก็คงจะสรุปได้ในเร็ววันนี้
ในที่สุดก็ผ่านพ้นการเลือกตั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโฉมหน้ารัฐบาลจะออกมาเป็นเช่นไร ภาพชัดๆ ก็คงจะสรุปได้ในเร็ววันนี้
หากไม่มีเหตุการณ์พลิกผัน โดยนโยบายประชานิยมที่คาดว่าจะได้รับการสานต่อท่ามกลางความเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะหาแหล่งเงินจากไหนมาใช้
นโยบายหลักหนีไม่พ้น มาตรการแรก ฟรีค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน
มาตรการนี้ตั้งต้นตั้งแต่เดือน ม.ค. 2552 จากการสำรวจพบว่า มีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ไฟฟ้าฟรี 78 ล้านครัวเรือน จากจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดทั่วประเทศ 17 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในต่างจังหวัดที่ได้รับสิทธิ ขณะที่ในกรุงเทพฯ มีเพียง 7 แสนครัวเรือน
รวมภาระค่าใช้จ่ายจากการอุ้มค่าไฟฟ้าระหว่างปี 2552-2553 รัฐบาลจัดสรรเงินมาจากงบประมาณแผ่นดิน ใช้อยู่ที่ปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไป ได้มีการประกาศให้มาตรการใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วย/เดือน เป็นมาตรการถาวร ดังนั้นภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะนำไปคำนวณในโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะมีการประกาศใช้ในเดือน ก.ค. 2554
วิธีการคือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ได้นำภาระอุ้มค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นไปเกลี่ยในอัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ได้แก่ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการกลุ่มพิเศษกิจการโรงแรมและหอพัก ผู้ประกอบการที่ขอใช้ไฟฟ้าชั่วคราว เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีศักยภาพในการจ่าย
ประเมินเบื้องต้นจะมีผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มดังกล่าวต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 สต./หน่วย ในขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยจะไม่ได้รับผลกระทบ
มาตรการที่สอง ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนและขนส่ง 18.13 บาท/กก.
การตรึงราคาแอลพีจีเป็นนโยบายต่อเนื่องจากหลายรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมาแล้ว เนื่องจากทุกรัฐบาลไม่ต้องการให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ในภาคครัวเรือน เพราะเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหาร ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพของประชาชน แม้จะมีความพยายามในการขยับราคาขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้
การตรึงราคาที่ผ่านมาจะถูกกำหนดเพดานหน้าโรงกลั่นไม่ให้เกิน 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยมีบริษัท ปตท. เป็นผู้รับภาระในเรื่องราคาส่วนต่างที่เกิดขึ้น หากราคาในตลาดโลกปรับสูงขึ้นกว่าราคาที่กำหนดไว้
ปัจจุบันความต้องการแอลพีจีมีมากกว่ากำลังการผลิตในประเทศ ทำให้ต้องนำเข้าแอลพีจีเฉลี่ยเดือนละ 1.1 แสนตัน ส่งผลให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาจ่ายชดเชยการนำเข้าเดือนละ 2,0003,000 ล้านบาท
ผลจากการนำเข้าแอลพีจีตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อเดือน เม.ย. 2551 จนถึงปัจจุบัน ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ จ่ายชดเชยการนำเข้าแอลพีจีไปแล้ว 4.7 หมื่นล้านบาท
กระนั้น รัฐบาลที่ผ่านมาก็พยายามหาแนวทางลดภาระการนำเข้าแอลพีจีลง ด้วยการประกาศแยกแอลพีจีออกเป็น 2 ราคา คือ ราคาภาคครัวเรือนกับขนส่งยังตรึงราคาไว้เท่าเดิม ในขณะที่ราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมได้ปรับขึ้น วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา กำหนดให้ปรับขึ้นไตรมาสละ 3 บาท/กก. หรือเดือนละ 1 บาท/กก. รวมทั้งหมด 12 บาท/กก.
เป้าหมายก็เพื่อทำให้ปริมาณการใช้แอลพีจีภาคอุตสาหกรรมลดลง จากเดิมที่ใช้อยู่เดือนละ 4 หมื่นตัน แต่ในทางปฏิบัติ มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า ปริมาณการใช้แอลพีจีจะไม่ลดลง โดยเฉพาะการใช้แอลพีจีในภาคขนส่ง ยังมีการเติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยราคาน้ำมันที่สูง ทำให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นแอลพีจี
ดังนั้น จึงไม่เห็นแนวโน้มที่จะช่วยให้การนำเข้าแอลพีจีลดลงได้ และภาระหนักยังคงอยู่ที่กองทุนน้ำมันฯ ที่จะต้องจ่ายชดเชยการนำเข้าแอลพีจีที่มากขึ้น
มาตรการที่สาม ตรึงราคาก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (เอ็นจีวี) ที่ราคา 8.50 บาท/กก.
ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2545 กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการใช้เอ็นจีวีในรถยนต์เพื่อลดการใช้แอลพีจี เพราะเป็นห่วงจะสร้างภาระการชดเชยแอลพีจีมากเกินไป รัฐบาลจึงประกาศตรึงราคาเอ็นจีวี หวังที่จะจูงใจให้เกิดการใช้มากขึ้น
บริษัท ปตท. ในฐานะผู้จัดหาเอ็นจีวีต้องแบกรับภาระจากการตรึงราคานับจากปี 2545 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน มียอดสะสมขาดทุนแล้ว 2.7 หมื่นล้านบาท เพราะขณะนี้ราคาเอ็นจีวีที่สะท้อนต้นทุนจริงควรจะอยู่ที่ 1416 บาท/กก.
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลจากการตรึงราคาก็ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์จากเบนซินและดีเซลมาเป็นเอ็นจีวีมากขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ เพราะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้มาก
ทุกวันนี้มีรถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวีทั่วประเทศอยู่ 2.57 แสนคัน แยกเป็นรถบรรทุก ขนาดใหญ่ 3.1 หมื่นคัน รถตู้โดยสาร 1.8 หมื่นคัน รถโดยสารขนาดใหญ่ 1 หมื่นคัน รถแท็กซี่ 5.5 หมื่นคัน และรถส่วนบุคคล 1.1 แสนคัน สรุปยอดใช้เอ็นจีวีอยู่ที่ 6,000 ตัน/วัน คาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 7,000 ตัน/วัน
มาตรการที่สี่ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
ประเดิมใช้มาตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2553 โดยมีกำหนดให้สิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2554 เริ่มแรกได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของดีเซล เพื่ออุดหนุนราคาแบบรายวัน จนถึงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับลดลง ทำให้สามารถทยอยเรียกเก็บเงินจากดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้บ้าง แต่โดยรวมก็ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ตรึงราคาดีเซลไปแล้วถึง 1.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ผลจากการใช้กองทุนน้ำมันฯ เข้าไปดูแลนโยบายตรึงราคาดีเซล ยังสั่นคลอนฐานะเงินกองทุนน้ำมันฯ เมื่อปลายปี 2553 ที่เคยมีเงินสุทธิ 23 หมื่นล้านบาท ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยมีเงินไหลเข้าวันละ 2,000-3,000 ล้านบาท กลายสภาพเป็นเงินไหลออกเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ มีภาระอื่นๆ พ่วงด้วย ทั้งการดูแลราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อสถานะกองทุนน้ำมันฯ ในอนาคต รัฐบาลชุดที่แล้วจึงได้ขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดแนวทางให้กองทุนน้ำมันฯ กู้เงินได้วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกในอนาคตได้ หากปรับสูงขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ จะได้มีช่องทางในการตรึงราคาดีเซลได้ต่อไปถึงเดือน ก.ย. 2554 ตามเป้าหมายที่วางไว้
มาตรการที่ห้า ฟรีค่าโดยสารรถประจำทางของ ขสมก.
เริ่มคิกออฟเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2551 สมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ร่ายยาวมาถึงปัจจุบัน กระทั่งสิ้นสุดโครงการไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2554 โดยรัฐต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 7,004 ล้านบาท จากให้บริการรถเมล์ร้อนฟรี 800 คันต่อวัน รวม 73 สายทาง มีประชาชนใช้บริการเฉลี่ยกว่า 3 แสนคนต่อวัน
สุดท้าย แต่อาจไม่ท้ายสุด ฟรีค่าโดยสาร รถไฟชั้น 3 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
มาตรการนี้เริ่มพร้อมกันกับรถเมล์ฟรีของ ขสมก. โดย ร.ฟ.ท.ให้บริการรถไฟชั้น 3 รวม 172 ขบวน แบ่งเป็นรถบริการเชิงสังคม 164 ขบวน ให้บริการทั้งรถไฟธรรมดา รถไฟชานเมือง และรถไฟท้องถิ่น ให้บริการทุกภาคทั่วไทย ที่เหลือเป็นรถบริการเชิงพาณิชย์ (รถเร็ว) จำนวน 8 ขบวน ได้แก่
ขบวนรถเร็วที่ 109/102 เดินระหว่างกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ 2 ขบวน
ขบวนรถเร็วที่ 133/134 เดินระหว่างกรุงเทพฯ–หนองคาย 2 ขบวน
ขบวนรถเร็วที่ 145/ 146 เดินระหว่างกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี 2 ขบวน
ขบวนรถเร็วที่ 171/ 172 เดินระหว่างกรุงเทพฯ–สุไหงโกลก 2 ขบวน
เฉลี่ยมีประชาชนใช้บริการกว่า 2 ล้านคน/วัน และในช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ วันหยุดต่อเนื่อง จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มสูงกว่า 3 ล้านคน/วัน รวมงบ ประมาณที่รัฐบาลจ่ายชดเชยให้ ร.ฟ.ท. 2,380 ล้านบาท
ประชานิยมที่ร่ายยาวมาทั้งหมดนี้ ละเลงงบประมาณของแผ่นดินไปคร่าวๆ ก็ทะลุแสนล้านบาทเข้าไปแล้ว ถ้ารัฐบาลใหม่ตัดสินใจเดินหน้าต่อ งบประมาณที่จะถูกนำมาใช้อีกจะต้องเพิ่มจำนวนขึ้นมากโข เนื่องจากต้นทุนต่างๆ ขยับขึ้นไปรอเรียบร้อยแล้วตามทิศทางของเศรษฐกิจโลกขาขึ้น
แต่เชื่อว่าเสียงทัดทานคงยากจะขวางทางอำนาจการเมือง







