
คลังขยับเป้ารายได้ให้รัฐบาลใช้แสนล.
คลังเปิดทางรัฐบาลใหม่ใช้เงินเพิ่ม ขยับรายได้ขึ้นอีก 1 แสนล้าน พร้อมปรับเพดานการกู้ในงบปี 2555
คลังเปิดทางรัฐบาลใหม่ใช้เงินเพิ่ม ขยับรายได้ขึ้นอีก 1 แสนล้าน พร้อมปรับเพดานการกู้ในงบปี 2555
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอข้อมูลให้รัฐบาลใหม่ได้เร่งตัดสินใจจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ใหม่ เพื่อใช้ให้ทันในงวดเดือน ต.ค. 2555 โดยในส่วนของการเก็บรายได้นั้น ได้ปรับฐานขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าจะจัดเก็บรายได้รวมแค่ 1.9 ล้านล้านบาท
สำหรับงบประมาณรายจ่ายนั้น ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ว่าต้องการกำหนดจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ มีงบประมาณส่วนไหนที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายตามนโยบาย
นายนริศ กล่าวอีกว่า สำหรับกรอบของงบประมาณนั้น กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเห็นตรงกันว่ารัฐบาลไม่ควรจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลที่มีตัวเลขเกิน 3.5 แสนล้านบาท หรือจัดทำงบขาดดุลให้เท่ากับกรอบงบประมาณที่ทำไว้เดิม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพทางการคลัง หรือเกิดแรงขับเคลื่อนทางด้านเงินเฟ้อที่สูงเกินไปจนอาจมีปัญหาในเรื่องฐานะการคลังของรัฐบาลได้
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2555 สบน.มีแผนการบริหารหนี้จำนวน 8 แสนล้านบาท เป็นการกู้ใหม่เพื่อชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 2555 จำนวน 3.5 แสนล้านบาท ตามกรอบงบประเมินเดิม ส่วนวงเงินที่เหลือเป็นการกู้เงินเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิม 4.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ การกู้เพื่อทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด คือ กู้เงินได้ 20% ของงบประมาณร่วมกับ 80% ของต้นชำระเงินกู้ นอกจากนี้ ยังกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจได้อีก 10% ของงบประมาณรายจ่ายและค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจได้อีก 10% ของงบประมาณรายจ่ายรวม
นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังไม่หนักใจ หากรัฐบาลใหม่มีนโยบายต้องกู้เงินมาจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม เพราะตอนนี้ถือว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่ได้มีปัญหามาก ที่ผ่านมาปี 2552 มีปัญหามากทั้งเงินทุนไหลออกและต้องกู้เงินมาลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกร่วม 4 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ก็สามารถบริหารจัดการหนี้ได้โดยที่ไม่มีปัญหา
ทั้งนี้ กรอบงบประมาณปี 2555 มีทั้งสิ้น 2.25 ล้านล้านบาท ขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน 1.86 แสนล้านบาท ถ้ารัฐบาลต้องการใช้เงินเพิ่มก็สามารถเพิ่มการขาดดุลได้อีก 1.3 แสนล้านบาท รวมขาดดุล 4.86 แสนล้านบาท







