
ทำไมความตายจึงน่าสะพรึงกลัว(2)
สัปดาห์ที่แล้วได้กล่าวถึงเหตุสำคัญอันแรกที่ทำให้คนส่วนใหญ่กลัวตายหรือไม่พร้อมที่จะตายก็คือ
สัปดาห์ที่แล้วได้กล่าวถึงเหตุสำคัญอันแรกที่ทำให้คนส่วนใหญ่กลัวตายหรือไม่พร้อมที่จะตายก็คือ
โดย..ปรีดา เรืองวิชาธร
กลัวความเจ็บปวดในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต เหตุปัจจัยสำคัญต่อมาที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากไม่ยิ่งหย่อนกว่าความกลัวเจ็บปวดก็คือ ความรู้สึกว่าความตายเป็นเสมือนคำพิพากษารุนแรงโหดร้ายที่สุด ความตายเป็นจุดจบของทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวรวมถึงตัวเราเองด้วย เพราะเพียงแค่ทันทีที่เราได้รับคำยืนยันจากหมอว่า เราป่วยเป็นมะเร็งในระยะลุกลามเท่านั้น โลกของเราทั้งหมดก็พลันจะมืดมัวอับเฉาลงเสียสิ้น ทุกอย่างที่เรากำลังมีกำลังเป็นกำลังจะถูกบั่นทอนจนหมดสิ้นในท้ายที่สุด ดังนั้นในความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่จะมีความวิบัติสูญเสียอะไรที่หนักหนาสาหัสกว่าความตายอีกล่ะ โดยเฉพาะคนที่ชีวิตกำลังประสบความสำเร็จหรือชีวิตกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นก็จะรู้สึกสูญเสียรุนแรงมาก ยกเว้นไว้บ้างกับบางคนที่ประสบความสำเร็จแต่ก็ดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทันความจริงควบคู่ไปด้วย
เมื่อถามลงลึกต่อไปว่า ทำไมจึงรู้สึกว่าความตายเป็นคำพิพากษาที่โหดร้ายรุนแรงทั้งที่มันเป็นความจริงอีกด้านหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอไม่ช้าก็เร็ว เราพบว่าความตายมันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ไปบั่นทอนทำลายทุกสิ่งที่มนุษย์ยึดติดผูกพัน โดยเฉพาะเรื่องหลักๆ ที่เป็นยอดปรารถนาหรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพลังในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ดังเช่น ความสุขซึ่งในที่นี้หมายเน้นถึงความสุขอันเกิดจากการได้เสพบริโภคทางวัตถุหรือจากการสั่งสมครอบครองทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย ชีวิตที่ว่ายวนอยู่ในกระแสของทุนนิยมบริโภคนั้นพวกเราต่างถูกปลุกกระตุ้นเร้าให้รู้สึกอยากมีอยากเอาอยากเป็นอย่างไม่มีขีดจำกัด และขณะที่เราใช้ชีวิตท่ามกลางเสน่ห์อันเย้ายวนของโภคทรัพย์อันพรั่งพร้อม เราจะไม่อยากรับรู้หรือเผชิญหน้ากับความตายตลอดจนความเสื่อมสูญใดๆ เลย
อย่าว่าแต่จะหยิบเอาความตายมาใคร่ครวญให้เกิดสติปัญญาเลย ในวิถีทางของทุนนิยมบริโภคจะมีปัจจัยหรือกระบวนการต่างๆ ที่สร้างความหมายให้เราเชื่ออย่างคลั่งไคล้ใหลหลงว่า หากคุณต้องการความสุขอย่างยั่งยืนถาวรแล้ว คุณต้องแสวงหาและสั่งสมให้มากเข้าไว้ นอกจากนั้นสังคมทุนนิยมบริโภคยังบอกอย่างครอบงำอีกว่า ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้เรามีอำนาจต่อรองหรือเอาชนะกฎความจริงของธรรมชาติอย่างไร้ขอบจำกัด เช่น หากความสามารถทางเพศของคุณเสื่อมก็มียาแก้ให้ฟิตปั๋งขึ้นมาใหม่ได้ หากคุณเริ่มแก่ความเหี่ยวย่นโรยรามาเยือนก็สามารถทำให้เต่งตึงดูยังหนุ่มยังสาวเสมอ รวมถึงหากคุณป่วยไข้รุนแรงเพียงใดเราก็ยังสามารถยื้อให้คุณมีลมหายใจต่อไปได้อีกนาน เป็นต้น ความเชื่อมั่นในโลกทุนนิยมบริโภคดังกล่าวทำให้เรามุ่งมั่นแสวงหาสั่งสมโภคทรัพย์อย่างยึดติดจนหลงลืมมองข้ามความจริงของชีวิตอีกด้านหนึ่งซึ่งก็คือ ความเสื่อม สลายหรือขาลงของชีวิตทุกแง่ทุกมุม ดังนั้นความตายจึงเป็นปฏิปักษ์อย่างสุดขั้วต่อความสุขชนิดนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
ยอดปรารถนาของคนส่วนใหญ่อีกอันหนึ่งก็คือ ชีวิตที่กำลังประสบความสำเร็จหรือชีวิตที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งประสบความสำเร็จในแง่หน้าที่การงาน ฐานะและตำแหน่ง ชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่คนให้การยอมรับ ครอบครัวกำลังอบอุ่นไปได้ดี ความสัมพันธ์อันดีที่กำลังเกิดขึ้นในที่ทำงานเป็นต้น แม้ด้านหนึ่งความสำเร็จจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงสำคัญที่จะทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปอย่างมีพลังมีชีวิตชีวา แต่หากเราข้องแวะกับความสำเร็จอย่างงมงายไม่รู้เท่าทัน ความสำเร็จนั้นก็จะแว้งเข้ามาขบกัดผู้เป็นเจ้าของความสำเร็จนั้น
ด้วยเหตุนี้ชีวิตที่กำลังประสบความสำเร็จก็เป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้เราพร้อมที่จะหันหลังกลับและวิ่งหนีความตายอย่างลนลาน ก็เพราะชีวิตที่กำลังสำเร็จมักทำให้เพลิดเพลินในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์บันไดสู่ความสำเร็จต่อยอดขึ้นไปอีก เหมือนตกอยู่ในสภาพที่อิ่มไม่เป็น เสน่ห์แห่งความสำเร็จทำให้เรารู้สึกขาดพร่องอยู่เรื่อยๆ ต้องวิ่งเต้นทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และนั่นก็จะส่งผลให้เราหลงลืมขาลงของชีวิตซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อความตายมาเยือนเราจึงกลัวและไม่พร้อมที่จะรับมือกับมัน แถมอาจจะหลงมั่นใจได้ไม่ยากว่าเราจะสามารถเอาชนะความตายได้ เพราะเราคุ้นเคยกับการประสบความสำเร็จมาโดยตลอด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในอีกด้านหนึ่งความสำเร็จในแต่ละขั้นแต่ละก้าวของชีวิตมักส่งเสริมให้เรารู้สึกยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูแน่นหนาขึ้นไปอีกนั่นเอง
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่า ความตายเป็นปฏิปักษ์อย่างสุดขั้วกับชีวิตที่ยึดมั่นถือมั่นในความสุขที่อิงแอบกับวัตถุและชีวิตที่กำลังประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามหาใช่แต่คนที่ร่ำรวยประสบความสำเร็จเท่านั้นที่จะกลัวตาย คนยากจนตลอดจนคนดีทั่วไปก็อาจกลัวตายหรือยังไม่พร้อมที่จะตายเช่นกัน เนื่องเพราะยังมีความยึดติดผูกพันคนรักใกล้ตัวดังเช่น พ่อแม่ สามีภรรยา ลูกหลานหรือญาติสนิท คนรักใกล้ตัวเหล่านี้มักจะเป็นห่วงโซ่ที่ร้อยรัดให้เรายังไม่อยากจะจากโลกนี้ไป จากประสบการณ์ของผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมักจะพบว่า ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีความรักผูกพันลึกซึ้งกับคนรักใกล้ตัวมักจะมีความอาลัยอาวรณ์มากจนจิตใจโศกเศร้าอาดูรเมื่อถึงเวลาที่จะต้องลาจากกัน บ้างก็เป็นห่วงกังวลมากว่า คนที่ยังอยู่ต่อไปจะอยู่อย่างลำบากขัดสนมากน้อยเพียงใดหากไม่มีเขาอยู่ต่อไป
ผู้ป่วยระยะสุดท้ายบางคนทุกข์ทรมานใจอย่างยิ่งถ้าคนรักของเขายังอยู่ในภาวะเสียใจหรือยังยอมรับไม่ได้ถึงการจากไปของเขา ดังนั้นสำหรับคนรักที่มีความหมายลึกซึ้งจึงเป็นเรื่องที่คนกำลังจะตายปล่อยวางได้ยากมาก และทำให้รู้สึกไม่พร้อมที่จะตายจนต้องทำอะไรก็ได้เพื่อขอผัดผ่อนความตายให้เนิ่นนานออกไป นอกจากคนรักใกล้ตัวแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนหรือเกือบทุกคนปล่อยวางได้ยากที่สุดก็คือ ตัวตนของเขาเองหรือกล่าวให้ถูกก็คือ ความรู้สึกหลงยึดว่ามีตัวตนเป็นนายนั่นนางนี่อยู่จริงๆ และธรรมชาติของการหลงยึดในตัวตนก็มักจะอยากให้ตัวตนของตนดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องต่อไป พูดง่ายๆ ว่ามันไม่อยากให้ตัวตนดับสูญไป ดังนั้นความอยากให้ตัวตนดำรงอยู่อย่างไม่เสื่อมสลายจึงทำให้เราไม่อยากตาย เลยต้องต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวตนดำรงอยู่ต่อไป ดังนั้นทั้งคนรักใกล้ตัวและตัวตนภายในจึงเป็นแรงต้านสำคัญที่จะทำให้เราสามารถปล่อยวางใจในยามที่ต้องเผชิญความตาย
จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น หากเราจะทำให้ปัจจัยที่ทำให้เรากลัวตายหรือไม่พร้อมที่จะตายคลี่คลายบรรเทาลงไปได้บ้างนั้น เราก็จำต้องฝึกฝนใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทัน หมั่นทบทวนใคร่ครวญอยู่เสมอๆ ถึงความจริงของทุกสรรพสิ่งว่า มันผันผวนปรวนแปรอยู่เสมอๆ ทุกสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนขึ้นลงไปตามเหตุปัจจัยอันหลากหลายซึ่งเราไม่สามารถแข็งขืนบังคับมันให้เป็นไปตามอำนาจความต้องการของเราได้ รวมถึงการพิจารณาอย่างแยบคายหรือจับสังเกตอย่างใคร่ครวญถึงสภาวะของจิตใจที่รู้สึกขาดพร่อง มีความทะยานอยากต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างไม่รู้สึกอิ่มเอมเพียงพอเสียที (ตัณหา) ไม่ว่าจะเป็นโภคทรัพย์ ความสำเร็จนานาชนิด หรือนามธรรมอย่างเช่น การได้รับความรักหรือการยอมรับ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ควรพิจารณาอย่างแยบคายเพื่อรู้เท่าทันเครื่องมืออันหลากหลายมากมายของกระแสบริโภคนิยมที่คอยกระตุ้นเร้าให้เราทะยานอยากอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน
สิ่งสำคัญพื้นฐานที่ควรทำก็คือ การฝึกฝนใจให้ตั้งสติทันเวลาเรากำลังสูญเสียสิ่งใดทั้งการสูญเสียตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทรัพย์สินเงินทองไปจนถึงเรื่องใหญ่ของชีวิตเช่น คนรักใกล้ตัว เพื่อจะทำให้เราเห็นความทุกข์ทรมานใจจากความยึดมั่นอาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งนั้นๆ การที่จิตใจได้ถูกฝึกเพื่อเผชิญหน้าต่อการสูญเสียมักจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันภายในมากพอเมื่อถึงคราวที่เราจะต้องจากลาคนหรือสิ่งที่เรารักไป ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ในแต่ละขณะของชีวิตที่เรากำลังข้องแวะผูกพันกับทรัพย์สมบัติ ความสำเร็จ คนรักหรือแม้แต่ตัวเราเอง ก็ควรเกี่ยวข้องอย่างรู้เท่าทันกับธรรมชาติของมัน กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราเป็นอยู่อย่างรู้เท่าทันก็คือสติและปัญญาที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ยิ่งหากต้องการรู้แจ้งแทงทะลุถึงความรู้สึกสำคัญมั่นหมายเป็นตัวตนนั้นการภาวนาที่ลึกซึ้งเท่านั้นจึงจะเป็นคู่ปรับกับความยึดมั่นถือมั่นที่แน่นหนานี้ได้ สัปดาห์หน้ามาอ่านตอนจบที่จะกล่าวถึงเหตุสำคัญในส่วนที่เหลือที่ทำให้เรากลัวตาย







