
สายตาฝ้าฝาง
ไม่รู้ว่าเชยหรือเปล่า แต่ก็ต้องสารภาพว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ไม่รู้ว่าเชยหรือเปล่า แต่ก็ต้องสารภาพว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
โดย..ณศักดิ์ อิจจิมาธร
ผมเพิ่งรู้ว่าทางออกในการใช้ชีวิตของคนที่มีปัญหาสายตานั้นมีมากกว่าการเดินเข้าร้านไปตัดแว่นหรือซื้อคอนแทคเลนส์มาใส่
โฆษณาชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ทำให้ได้รู้ว่ายุคนี้มีนวัตกรรมใหม่ทางการแพทย์ในการแก้ปัญหาสายตาของคนเราด้วยการฝังเลนส์เข้าไปหลังกระจกตาหน้าเลนส์แก้วตาของเราแทน
พูดง่ายๆ ว่า แทนที่จะต้องใส่แว่นหรือใส่คอนแทคเลนส์ที่ต้องใส่ๆ ถอดๆ ตามความเหมาะสมในการใช้ชีวิตระหว่างวัน ก็ใช้เลนส์บางๆ ที่ถูกผลิตมาเป็นการเฉพาะให้เหมาะสมกับปัญหาสายตาของเราฝังเข้าไปในดวงตาของเราแทน เพื่อแก้ไขปัญหาของสายตา ส่งผลให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนเป็นปกติ
เรียกได้ว่าตัดปัญหาเรื่องถอดๆ ใส่ๆ และความยุ่งยากออกไปได้มากโข แต่ใส่แล้วจะรู้สึกว่ามีอะไรแปลกปลอมหรือไม่ก็ไม่อาจตอบได้เพราะผมก็ยังไม่เคยมีใครที่รู้จักใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหาสายตาของตัวเองสักที
แม้จะไม่ได้มีปัญหาสายตาสั้นยาวจนต้องไปหาตัดแว่นใส่ แต่บางครั้งผมก็รู้สึกตัวว่าประสิทธิภาพการมองเห็นของตัวเองนั้นมักจะมีปัญหาโดยเฉพาะในช่วงที่อารมณ์ไม่ปกติ
สุข ทุกข์ โกรธ ยินดี ขัดใจ ชอบใจ ฯลฯ หรือแม้แต่ความรู้สึกทางร่างกายอย่างหนาว ร้อน เหนื่อย หิว ก็มักทำให้สายตามองเห็นอะไรเพี้ยนๆ ไปจากความเป็นจริง
ขณะที่รู้สึกชื่นชมกับบางสิ่งบางอย่าง เราก็มักมองเห็นแต่ข้อดีของสิ่งเหล่านั้น และแทบจะมองไม่เห็นข้อเสียที่มีอยู่เลย หรือแม้จะมองเห็นและรู้ว่าเป็นข้อเสียเราก็มักจะมีเหตุผลต่างๆ นานา มาโต้แย้งว่าข้อเสียเหล่านั้นมิได้เป็นเรื่องใหญ่โต หรือไม่ก็อ้างว่าเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้
ที่สำคัญหากมีใครสักคนมาบอกว่าสิ่งสิ่งนั้นไม่ดี พร้อมยกเหตุผลขึ้นมาสนับสนุน ก็อาจทำให้เรารู้สึกไม่พอใจ หรือบางครั้งก็ก่อให้เกิดการโต้เถียงรุนแรงหรือไม่ก็กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันใหญ่โต
ตรงกันข้ามหากเราไม่ชอบใจในบางสิ่งบางอย่าง เราก็มักจะมองเห็นแต่ข้อไม่ดีของสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะพลิกไปมองในมุมไหน ข้อไม่ดีของสิ่งนั้นก็จะโผล่ให้เห็นอยู่ร่ำไป เรียกได้ว่า แม้สิ่งนั้นจะมีข้อดีให้มองเห็นอยู่แจ้งๆ เราก็อาจมองไม่เห็น แต่จะมองเห็นเฉพาะข้อเสียที่เป็นจุดเล็กๆ ของสิ่งนั้นแทน
นอกจากนี้ใครหลายคนยังมักปล่อยให้ประสิทธิภาพการมองเห็นของตัวเองไปขึ้นอยู่กับลมปากของผู้อื่น ฟังบางสิ่งจากใครบางคนมาอย่างไร หลายคนก็มักเชื่อในสิ่งนั้นโดยปราศจากการค้นหาหรือพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่ฟังมามันเป็นอย่างที่เขาบอกกันหรือไม่
ฟังมาว่าดีก็ว่าดีตาม ฟังมาว่าไม่ดีก็ว่าไม่ดีตาม สุดท้ายเราก็ไม่อาจมองเห็นความจริงได้ว่า สิ่งที่คนอื่นๆ เขาพูดกันนั้น เนื้อแท้แล้วดีหรือไม่ดีอย่างไร การที่หลายคนมักเชื่อว่าสิ่งๆ หนึ่งดีหรือไม่ดีทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักหรือสัมผัสเนื้อแท้ของสิ่งนั้น เนื่องจากเพียงเพราะแค่ได้ยิน “เขาเล่าว่า” หรือ “เขาบอกต่อกันมา” จึงเป็นเรื่องที่มีให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่น
เมื่อไม่สามารถมองเห็นความจริงแท้ของบางสิ่งบางอย่างก็มักนำไปสู่การเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนไปจากความจริง รวมถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อผู้ที่ตัดสินใจหากแต่ส่งผลกระทบไปเป็นวงกว้าง
หลายครั้งที่บางคนค้นพบว่าผลพวงที่เกิดขึ้นจากปัญหาเป็นเพราะตัวเองอยู่ในภาวะที่มองไม่เห็นความจริง เพราะกำลังถูกครอบงำด้วยอารมณ์บางอย่างขณะที่ตัดสินใจทำบางสิ่งอันเป็นต้นตอของปัญหาไป
ปัญหาการมองเห็นแบบพร่าๆ มัวๆ ฝ้าๆ ฟางๆ ที่ทำให้มองไม่เห็นความจริงแท้จึงก่อเกิดปัญหาให้เห็นกันอยู่ตั้งแต่ระดับเล็กๆ ที่เป็นปัญหาของคนเพียงคนเดียวไปจนถึงระดับใหญ่ที่เกี่ยวโยงคนในระดับประเทศหรือระดับโลก
จริงๆ แล้วในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันที่หลายๆ อย่างต่างถูกฉาบทาด้วย “ความลวง” มากกว่า “ความจริง” ที่ซ่อนอยู่ภายใน และสุ่มเสี่ยงให้เข้าใจว่าความลวงนั้นเป็นความจริงหากมองเพียงแค่ผิวๆ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เราอาจจะต้องติดเลนส์พิเศษเข้าไปใน “ใจ” ของเราเพื่อให้เวลาที่ใช้ใจสัมผัสพิจารณากับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตแล้วจะได้เห็นความจริงที่เป็นอยู่
เมื่อดวงตามีเลนส์พิเศษที่ติดตั้งเข้าไปแล้วช่วยให้มองชัดเจนขึ้น ดวงใจก็ควรจะมี “สติ” คอยกำกับให้ “รู้เท่า” และ “รู้ทัน” สิ่งต่างๆ ที่ชีวิตต้องเผชิญ
หากรู้สึกอิ่มเอม ฟูฟ่อง พองโต หรือฉุนเฉียวไม่ถูกใจกับบางสิ่งบางอย่างที่พบเจอระหว่างการดำเนินชีวิต ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมสติให้มั่นเพื่อช่วยให้สามารถพิจารณาเห็นความจริงของเหตุที่ทำให้เกิดอารมณ์เหล่านั้น ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เรากำลังเผชิญเป็นสิ่งที่ควรถูกใจหรือขัดใจอย่างเรารู้สึกอยู่หรือไม่ และ/หรือ ที่เรารู้สึกขัดใจหรือถูกใจอยู่นั้นเป็นเพราะเรากำลังมองไม่เห็นความจริง
เมื่อใช้สติกำกับเราก็จะรู้และเข้าใจความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า จะตัดสินใจทำสิ่งใดก็พอมองเห็นเค้าลางของผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา บางจังหวะเราอาจต้องหยุดหรือก้าวถอยหลังเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ขณะที่บางจังหวะเราอาจต้องเร่งฝีเท้าให้มากขึ้นแทนที่จะก้าวอย่างเนิบช้าหรือหยุดยืนอยู่นิ่งๆ
“สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา” ประโยคนี้จึงทันสมัยเสมอไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม







