posttoday
พระเผาไม่ไหม้

พระเผาไม่ไหม้

03 กรกฎาคม 2554

มนุษย์เรามักตื่นเต้นไปกับเรื่องราวความอัศจรรย์พันลึกที่ปรากฏขึ้นในโลก

มนุษย์เรามักตื่นเต้นไปกับเรื่องราวความอัศจรรย์พันลึกที่ปรากฏขึ้นในโลก

โดย..อ.ตุ้ย วรธรรม 

พอรู้ว่าเกิดขึ้นที่ไหนก็มักจะแห่ไปยลกันถึงที่ และคนไทยก็ดูจะติดอันดับต้นๆ ของโลกหากมีการจัดอันดับการให้ความสนใจในเรื่องเช่นที่ว่า

ก็เพราะเรื่องแบบนี้ แปลกๆ จากปกติทั่วไป ดูแล้วตื่นเต้น ให้ความรู้สึกประหลาดปนอัศจรรย์ใจ เช่น ต้นมะพร้าวแทงยอดออกมาคล้ายหัวพญานาค หรือต้นกล้วยประหลาดโผล่แต่ปลีขึ้นมาเหนือดินแถมมีเครือกล้วยและหวีกล้วยติดมาด้วย

แต่มีเรื่องแปลกๆ อันหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือ “พระเผาไม่ไหม้” ส่วนใหญ่จะเกิดกับพระเกจิ แล้วมีการจับกลุ่มวิพากษ์พิจารณ์ต่างๆ ว่าท่านมีของดี มีอาคมคาถา สรีระจึงไม่ไหม้

ทว่าแม้จะเกิดเหตุการณ์แปลกๆ เช่นนี้ แต่เท่าที่เห็นแล้วในที่สุดสรีระร่างของท่านเหล่านั้นก็กลายเป็นธุลี เป็นไปตามหลักของธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับสลายไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งอัศจรรย์ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ พระถูกเผาทั้งเป็น แต่ไฟแดงๆ ไม่อาจระคายผิวท่านเลยสักนิดนั้นเป็นไปได้ เพราะท่านมีของดีอยู่ในตัว

ไม่ใช่อาคมคาถา ไม่ใช่ของขลัง แต่เป็นยิ่งกว่าอาคมคาถาและของขลัง ที่ไม่ใช่มีทุกคน แต่ทุกคนก็มีสิทธิที่จะมีสิ่งนี้ได้ แต่ขึ้นกับการฝึกจิตของแต่ละคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า “นิโรธสมาบัติ”

นิโรธสมาบัติ...มีคุณสมบัติพิเศษทำให้ไฟไม่ไหม้ได้อย่างไร ขอเล่าอดีตชาติของ “พระนางสามาวดี” มเหสีของพระเจ้าอุเทนกษัตริย์เมืองโกสัมพีที่ถูกพระนางมาคันทิยามเหสีอีกองค์วางแผนปลงพระชนม์ด้วยการวางเพลิงพระตำหนักจนพระนางต้องทิวงคต

การทิวงคตของพระนางอาจไม่สมกับความเป็นขัตติยสตรีผู้ประเสริฐที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้ และทรงใฝ่ในการพระศาสนาดีเยี่ยมในปัจจุบัน แต่หากย้อนไปถึงอดีตชาติของพระนางคงสมกับกรรมที่ทรงทำ

ในอดีตชาติพระนางเป็นนางในราชสำนักของพระเจ้าพรหมทัต และพระเจ้าพรหมทัตองค์ทรงรับบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า 8 องค์โดยนิมนต์มาฉันในวังเป็นประจำ ทุกครั้งก็จะพระราชทานโอกาสให้บรรดานางในราชสำนักอุปัฏฐากบำรุงแทน ต่อมาพระปัจเจกพุทธเจ้า 7 องค์ได้เดินทางกลับยังป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่อยู่เดิมของท่านจึงเหลือเพียงองค์เดียว

วันหนึ่งพระราชาทรงพาบรรดานางในราชสำนักไปเล่นน้ำในแม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำนั้นมีพงหญ้าแห้งขึ้นสูงท่วมหัว พระปัจเจกพุทธเจ้าได้เข้าไปนั่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ก่อนแล้ว นางในราชสำนักเหล่านั้นเล่นน้ำเกือบทั้งวันรู้สึกหนาวมาก จึงชวนกันขึ้นมาก่อไฟผิง

พวกเธอเดินหาที่เหมาะๆ เพื่อก่อไฟดับหนาวจึงไปพบกับดงหญ้าตรงที่พระปัจเจกพุทธเจ้านั่งเข้าฌานอยู่แล้วจุดไฟขึ้นทันทีโดยมิทันสังเกตอะไร เมื่อไฟลุกโชนก็ยืนล้อมผิงไฟ แต่ทันทีที่ไฟไหม้หญ้าหมดก็ต้องตกใจสุดขีดเพราะสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าพวกเธอคือ ร่างของพระปัจเจกพุทธเจ้า

พวกเธอมั่นใจว่าท่านนิพพานแล้วเพราะไฟแรงพอที่จะไหม้อะไรต่อมิอะไรได้หมดจึงคิดว่าไหนๆ ก็คงไม่รอด แต่หากจะทิ้งร่างไว้แบบนี้พระราชาทรงทราบอาจโดนอาญาร้ายแรง

และเพื่อให้พ้นผิดพวกเธอจึงจัดการหาฟืนมาสุมร่างพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วจุดไฟเผาซ้ำ เมื่อเห็นไฟลุกเต็มที่ก็พากันออกจากที่นั้นโดยเร็วเพราะคิดว่ายังไงคงไม่เหลือซาก นี่คือกรรมเก่าพระนางสามาวดีที่มาในชาตินี้ต้องถูกเผาเช่นกัน

ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าแม้จะถูกหญิงเหล่านั้นเผาอีกเป็นครั้งที่สองก็ไม่ปรากฏว่าผิวหนังร่างกายของท่านจะถูกไฟไหม้ สรีระของท่านทุกส่วนยังปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในปัจจุบันคงได้ฮือฮากันแน่...แล้วพระรูปนั้นประชาชนก็คงจะหลั่งไหลเฮโลกันไปหาไม่ขาดสาย ลาภสักการะคงเพิ่มพูน แต่คิดว่าเหตุการณ์ทำนองนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็น

ทั้งนี้ การที่พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ถูกไฟไหม้นั้นเพราะอำนาจ “นิโรธสมาบัติ” ซึ่งเวลาที่เข้าสมาบัตินี้กายสังขารและจิตตสังขารจะระงับไป คือแทบไม่มีลมหายใจและไม่มีความรู้สึกทางกายและทางใจ แต่ไม่ใช่นิพพาน (อย่าเข้าใจผิด)

และช่วงที่ท่านถูกไฟเผานั้นก็เป็นช่วงที่กำลังอยู่ในสมาบัติพอดีจึงไม่ได้รู้สึกอะไรและไม่มีสิ่งใดที่จะมาทำร้ายได้  

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน