posttoday
ความเกลียดปกคลุม

ความเกลียดปกคลุม

03 กรกฎาคม 2554

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.

โดย...อ.ตุ้ย วระรรม

ไม่ว่าครั้งไหนก็มักจะมีการกระทำที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่ไม่ทำผิดกฎหมาย...ดูจะไม่มีสักครั้งเดียว

การกระทำผิดกฎหมายที่เห็นตลอดและประจักษ์ต่อสายตาประชาชนคนไทย ก็คือ การทำลายป้ายหาเสียงของผู้สมัครพรรคต่างๆ ด้วยนานาวิธี

อาทิ เขียนรูป “ของลับ” ในป้ายผู้สมัคร กรีดเจาะใบหน้าผู้สมัคร “เหลือไว้แต่ตัวเอาหัวไป” ขีดเขียนแต่งเติมรูปผู้สมัครให้ดูตลกโปกฮา (แต่เจ้าของรูปคงไม่ฮาด้วย) บางครั้งในเชิงเสียดสี กระแหนะกระแหน

เลือกตั้ง สส. 2554 ก็หนีไม่พ้น “อสุจิกรรม” (การกระทำที่สกปรก) นี้เช่นกัน และครั้งนี้ดูจะรุนแรงกว่าทุกครั้งเท่าที่ผมเคยเห็นมา

สองฟากฝั่งถนนเกือบทุกสายจะมีป้ายผู้สมัคร “ถูกทำมิดีมิร้าย” ในรูปแบบต่างๆ มีตั้งแต่ขั้นเบาะๆ ไปจนถึงขั้นอุกฤษฏ์ ที่ป้ายไม่เป็นชิ้นดีถูกแยกชิ้นส่วนยังกะการฆ่าหั่นศพ

เห็นแบบนี้แล้วจะให้พูดอย่างไรดี

ถ้าไม่พูดว่า วันนี้ คนไทย สังคมไทย และประเทศไทย ถูกปกคลุมไปด้วยความเกลียดชัง ความเคียดแค้น ความสาแก่ใจ ขนานใหญ่ จนกลายเป็นวิกฤตไปแล้ว

สังคมไทยเวลานี้เห็นชัดว่าเป็นสังคม “โทสัคคิ” คือ สังคมที่เต็มไปด้วยไฟของโทสะ เป็นสังคมที่รักฝ่ายหนึ่งแล้วไปโกรธเกลียด ชิงชัง ขยะแขยงอีกฝ่ายอย่างเข้าไส้

ผมว่าไม่มีเหตุผลใดเลย ที่รักฝ่ายหนึ่ง แล้วต้องไปเกลียดอีกฝ่าย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครสักคนเลยที่ได้ประโยชน์จากความโกรธเกลียด

จริงอยู่ที่ได้ความฮึกเหิมสะใจ ทว่าไม่มีวันเลยที่ผู้นั้นจะมีความสุขจากความโกรธเกลียดชิงชัง แต่ที่ได้แท้แน่นอนคือ ความทุกข์ ความไม่สบายใจ การนอนไม่หลับ

ความรักเป็นสิ่งวิเศษ ไม่ว่าความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ลูกมีต่อพ่อแม่ หรือความรักระหว่างคู่รัก หรือจะรักใครชอบใครก็ตาม แต่ถ้ารักคนนี้แล้วต้องเกลียดคนนั้น...ก็ต้องถามว่าสมควรแล้วหรือ ถูกต้องแล้วหรือ เห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า

แต่การเมืองสมัยนี้ “นิสัยเสีย” บ่มเพาะความเกลียดชังให้คนในชาติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกวันนี้ประชาชนจึงไม่มีภูมิคุ้มกันตนเอง ไม่มีความยับยั้งใจ ขาดสติ ไม่คิดใช้ปัญญา และถืออารมณ์เป็นใหญ่

การเมืองสมัยนี้ เห็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมอีกฝ่าย เป็นความสะใจ ฮึกเหิม เป็นความชอบอกชอบใจ และถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของฝ่ายตน ไม่ว่าฝ่ายไหน

ซึ่งใครจะว่าเป็นสีสันประชาธิปไตยก็ว่าไป แต่คงไม่ใช่แน่ และต้องบอกว่า นี่แหละคือการเพาะเชื้อแห่งความเกลียดชังให้ขยายวงกว้างไปสู่สังคมไทยให้หนาขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้วิกฤตหรือยังก็ต้องบอกว่า “ทุกิจฉา” แก้ยาก (ชะมัด) และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ เพราะมันฝังรากแก้วไปในจิตของคนไทยจำนวนมากที่ไม่อาจคณนาได้ว่ามีเท่าไร

ถึงตอนนี้จึงไม่อยากเห็นเหล่านักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการ รวมถึงคนที่มีอิทธิพลในสังคม “บางคน” คอยเติมเชื้อไฟแห่งโทสะให้คุกรุนในใจประชาชน

สิ่งที่อยากเห็นในตอนนี้และต่อแต่นี้ไปคือคนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิม รู้จัก “อภัยทาน” การให้อภัยกัน แม้ความคิดเห็นจะแตกต่างก็ขอให้เคารพในความคิดของกันและกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าเอาแต่ใจตัวเอง

แค่นี้ความเกลียดชังก็สลายไปจากใจของคนไทยแล้ว

ฉะนั้นขอเชิญคนไทยมาละลายความเกลียดชังกันเถอะครับด้วยการให้อภัยกัน ผมเชื่อว่าไม่มีเรื่องใดที่ให้อภัยกันไม่ได้ เพราะเมื่อเราอภัยให้เขาเท่ากับเราก็ได้รับการเยียวยาด้วยเช่นกัน 
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท