
ความเกลียดปกคลุม
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.
โดย...อ.ตุ้ย วระรรม
ไม่ว่าครั้งไหนก็มักจะมีการกระทำที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่ไม่ทำผิดกฎหมาย...ดูจะไม่มีสักครั้งเดียว
การกระทำผิดกฎหมายที่เห็นตลอดและประจักษ์ต่อสายตาประชาชนคนไทย ก็คือ การทำลายป้ายหาเสียงของผู้สมัครพรรคต่างๆ ด้วยนานาวิธี
อาทิ เขียนรูป “ของลับ” ในป้ายผู้สมัคร กรีดเจาะใบหน้าผู้สมัคร “เหลือไว้แต่ตัวเอาหัวไป” ขีดเขียนแต่งเติมรูปผู้สมัครให้ดูตลกโปกฮา (แต่เจ้าของรูปคงไม่ฮาด้วย) บางครั้งในเชิงเสียดสี กระแหนะกระแหน
เลือกตั้ง สส. 2554 ก็หนีไม่พ้น “อสุจิกรรม” (การกระทำที่สกปรก) นี้เช่นกัน และครั้งนี้ดูจะรุนแรงกว่าทุกครั้งเท่าที่ผมเคยเห็นมา
สองฟากฝั่งถนนเกือบทุกสายจะมีป้ายผู้สมัคร “ถูกทำมิดีมิร้าย” ในรูปแบบต่างๆ มีตั้งแต่ขั้นเบาะๆ ไปจนถึงขั้นอุกฤษฏ์ ที่ป้ายไม่เป็นชิ้นดีถูกแยกชิ้นส่วนยังกะการฆ่าหั่นศพ
เห็นแบบนี้แล้วจะให้พูดอย่างไรดี
ถ้าไม่พูดว่า วันนี้ คนไทย สังคมไทย และประเทศไทย ถูกปกคลุมไปด้วยความเกลียดชัง ความเคียดแค้น ความสาแก่ใจ ขนานใหญ่ จนกลายเป็นวิกฤตไปแล้ว
สังคมไทยเวลานี้เห็นชัดว่าเป็นสังคม “โทสัคคิ” คือ สังคมที่เต็มไปด้วยไฟของโทสะ เป็นสังคมที่รักฝ่ายหนึ่งแล้วไปโกรธเกลียด ชิงชัง ขยะแขยงอีกฝ่ายอย่างเข้าไส้
ผมว่าไม่มีเหตุผลใดเลย ที่รักฝ่ายหนึ่ง แล้วต้องไปเกลียดอีกฝ่าย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครสักคนเลยที่ได้ประโยชน์จากความโกรธเกลียด
จริงอยู่ที่ได้ความฮึกเหิมสะใจ ทว่าไม่มีวันเลยที่ผู้นั้นจะมีความสุขจากความโกรธเกลียดชิงชัง แต่ที่ได้แท้แน่นอนคือ ความทุกข์ ความไม่สบายใจ การนอนไม่หลับ
ความรักเป็นสิ่งวิเศษ ไม่ว่าความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ลูกมีต่อพ่อแม่ หรือความรักระหว่างคู่รัก หรือจะรักใครชอบใครก็ตาม แต่ถ้ารักคนนี้แล้วต้องเกลียดคนนั้น...ก็ต้องถามว่าสมควรแล้วหรือ ถูกต้องแล้วหรือ เห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า
แต่การเมืองสมัยนี้ “นิสัยเสีย” บ่มเพาะความเกลียดชังให้คนในชาติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกวันนี้ประชาชนจึงไม่มีภูมิคุ้มกันตนเอง ไม่มีความยับยั้งใจ ขาดสติ ไม่คิดใช้ปัญญา และถืออารมณ์เป็นใหญ่
การเมืองสมัยนี้ เห็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมอีกฝ่าย เป็นความสะใจ ฮึกเหิม เป็นความชอบอกชอบใจ และถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของฝ่ายตน ไม่ว่าฝ่ายไหน
ซึ่งใครจะว่าเป็นสีสันประชาธิปไตยก็ว่าไป แต่คงไม่ใช่แน่ และต้องบอกว่า นี่แหละคือการเพาะเชื้อแห่งความเกลียดชังให้ขยายวงกว้างไปสู่สังคมไทยให้หนาขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้วิกฤตหรือยังก็ต้องบอกว่า “ทุกิจฉา” แก้ยาก (ชะมัด) และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ เพราะมันฝังรากแก้วไปในจิตของคนไทยจำนวนมากที่ไม่อาจคณนาได้ว่ามีเท่าไร
ถึงตอนนี้จึงไม่อยากเห็นเหล่านักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการ รวมถึงคนที่มีอิทธิพลในสังคม “บางคน” คอยเติมเชื้อไฟแห่งโทสะให้คุกรุนในใจประชาชน
สิ่งที่อยากเห็นในตอนนี้และต่อแต่นี้ไปคือคนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิม รู้จัก “อภัยทาน” การให้อภัยกัน แม้ความคิดเห็นจะแตกต่างก็ขอให้เคารพในความคิดของกันและกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าเอาแต่ใจตัวเอง
แค่นี้ความเกลียดชังก็สลายไปจากใจของคนไทยแล้ว
ฉะนั้นขอเชิญคนไทยมาละลายความเกลียดชังกันเถอะครับด้วยการให้อภัยกัน ผมเชื่อว่าไม่มีเรื่องใดที่ให้อภัยกันไม่ได้ เพราะเมื่อเราอภัยให้เขาเท่ากับเราก็ได้รับการเยียวยาด้วยเช่นกัน







