
เครื่องดื่มรายย่อยร่อแร่
พิษต้นทุนผลิต-ค่าแรง-ขนส่ง ทิปโก้เร่งผนึกซันโตรีรุกเออีซี
พิษต้นทุนผลิต-ค่าแรง-ขนส่ง ทิปโก้เร่งผนึกซันโตรีรุกเออีซี
ทิปโก้ชี้ปัจจัยกระทบธุรกิจเครื่องดื่ม ทำรายย่อยย่ำแย่ คาดเหลือแบรนด์ไทย 1-2 รายในแต่ละสินค้า เร่งจับมือซันโตรีรับเออีซี
นายวิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล รองประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี บริษัทร่วมทุนระหว่างทิปโก้และซันโตรี เปิดเผยว่า ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นของค่าโลจิสติกส์ จากผลกระทบราคาน้ำมัน การปรับขึ้นของราคาวัตถุดิบและการขาดแคลนแรงงาน จะทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีการบริหารจัดการดีพอ จะไม่สามารถอยู่รอดในธุรกิจอีกต่อไป
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจากต่างชาติก็จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพสูงสุดสำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ทำให้คาดว่าในอนาคตจะเหลือผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ไทย 1-2 ยี่ห้อต่อสินค้าเครื่องดื่ม 1 กลุ่มเท่านั้น
ทั้งนี้ ทิปโก้และซันโตรีมีแผนที่จะร่วมมือกันพัฒนาสินค้าและการตลาด เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดตลาดอาเซียน รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเปิดอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 โดยในเบื้องต้นจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ หากแนวโน้มธุรกิจมีการปรับตัว
ขณะที่แนวทางในการพัฒนาสินค้าใหม่ จะเน้นให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าในประเทศ โดยซันโตรีได้เปิดตัวดาการะ เบเนฟิต เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเครื่องดื่มสุขภาพ ชูจุดแข็งที่เป็นเครื่องดื่มที่มีแคลอรีต่ำ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี โดยวางเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดที่ 5% จากตลาดรวม 2,400 ล้านบาท ในปี 2553
“ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ซันโตรีได้พัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับตลาดในประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการที่ทิปโก้เชี่ยวชาญในเรื่องการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ซันโตรีเองเก่งในเรื่องการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาการผลิต รวมถึงการควบคุมคุณภาพของสินค้า การร่วมมือของเราจะทำให้สามารถเปิดตลาดในภูมิภาคได้” นายวิวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ ซันโตรีมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 1 กลุ่มสินค้าภายใน 6 เดือนนับจากนี้ โดยเป็นกลุ่มสินค้าที่เลือกจากสินค้ายอดนิยมในประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้ ขณะที่ทิปโก้ก็มีแผนจะเปิดตัวน้ำส้มในขวดเพ็ต ภายใต้แบรนด์ทิปโก้ ออเรนจ์เชก ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นการปรับแพ็กเกจจากน้ำผลไม้ในกล่องเป็นครั้งแรก
นายวิวัฒน์ กล่าวถึงรายได้ของบริษัทในกลุ่มเครื่องดื่มปีนี้ว่า จะเพิ่มเป็น 2,500 ล้านบาท ทำให้รายได้ของกลุ่มทิปโก้เพิ่มขึ้น 10-20% จากรายได้รวม 5,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่ารายได้ของกลุ่มเครื่องดื่มในปี 2558 จะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 25% และมีสัดส่วนรายได้จากทิปโก้และซันโตรีเท่าเทียมกัน







