posttoday
แบงก์กรุงศรีฯติดปีกไล่ซื้อกิจการ

แบงก์กรุงศรีฯติดปีกไล่ซื้อกิจการ

29 มิถุนายน 2554

เน้นธุรกิจรายย่อย-เอสเอ็มอี‘มาร์ค’คุยสิ้นปีนี้ได้ข้อสรุป

เน้นธุรกิจรายย่อย-เอสเอ็มอี‘มาร์ค’คุยสิ้นปีนี้ได้ข้อสรุป

ธนาคารกรุงศรีฯ ดับข่าวจีอีทิ้งหุ้นเดินหน้าซื้อกิจการเพิ่ม ขยายธุรกิจเอสเอ็มอี รายย่อย คาดได้ข้อสรุปปีหน้า

นายมาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อกิจการเพื่อขยายธุรกิจเพิ่มเติม โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอี

นายอาร์โนลด์ คาดว่า การซื้อกิจการเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจจะมีความชัดเจนภายในปีหน้า โดยแผนดังกล่าวจะสอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคารที่ต้องการเป็น 1 ใน 3 ของธนาคารที่ให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) สูงที่สุดในระบบธนาคารภายในปี 2555

ผู้บริหารธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงการเติบโตของสินเชื่อว่าน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 11% เนื่องจากสินเชื่อในไตรมาสแรกเติบโตไปแล้ว 2.8% และในช่วงที่เหลือของปีธนาคารยังมีการเจรจาเพื่อปล่อยกู้ให้กับลูกค้าอีกหลายราย ขณะที่อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นยังคงตั้งเป้าเอาไว้ที่ 15% ซึ่งในไตรมาสแรกมีการเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 11.2% แล้ว

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้เข้าซื้อกิจการจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท จีอี มันนี่ บริษัท จีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส ธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย และบริษัท เอไอจี คาร์ด ส่งผลให้ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนของกลุ่มลูกค้ารายย่อยและมีฐานลูกค้าบัตรเครดิตจำนวน 3 ล้านใบ สูงเป็นอันดับ 1 ในตลาด

ขณะที่ก่อนหน้านี้มีข่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าบริษัท จีอี แคปปิตอล ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ 33% ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อขายหุ้นที่ถืออยู่กว่า 2,000 ล้านหุ้นออกไป เพราะกิจการในอเมริกาประสบปัญหาทางการเงิน

นายสุขดี จงมั่นคง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส กล่าวว่า กลยุทธ์การขยายธุรกิจบัตรเครดิตในเครือจะเน้นไปที่การเพิ่มยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรมากกว่าการขยายฐานบัตร ด้วยการทำแคมเปญร่วมกับพันธมิตร โดยใน 5 เดือนแรกที่ผ่านมายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรมีการเติบโตขึ้นแล้ว 8% หรืออยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท สูงกว่าการเติบโตในอุตสาหกรรมที่ 6% จึงคาดว่าผลกำไรในปีนี้จะเป็นไปตามเป้า

“เป้าการเติบโตของยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรในปีนี้ คือ ต้องไม่ต่ำกว่าจีดีพีที่ 4.5% และต้องสูงกว่าตลาดที่ 6% ซึ่งขณะนี้เราโตแล้ว 8% ส่วนอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อต้นทุนพอสมควร แต่เชื่อว่ายังสามารถแบกรับไปได้จนถึงสิ้นปี” นายสุขดี กล่าว

สำหรับผลกระทบจากนโยบายรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ของกระทรวงการคลังยังมีผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากเงื่อนไขที่ระบุให้ลูกค้าต้องยกเลิกการถือบัตร

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล