
อินเด็กซ์ชู สไปเดอร์ เว็บ กลยุทธ์โตอย่าแตกต่าง
8...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
ธุรกิจการจัดกิจกรรมการตลาดนิทรรศการ การแสดงต่างๆ หรือที่เรียก ว่า
“อีเวนต์” เป็นธุรกิจที่เติบโตหลังยุคฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 ด้วยเป็นธุรกิจที่สามารถตอบสนองต่อเม็ดเงินจำนวนน้อยลง แต่พุ่งเป้าไปที่การสร้างยอดขาย หรือสร้างกระแสได้อย่างรวดเร็วยุคนั้นเรียกว่าทุ่มเงินกันเป็นหลักสิบล้านบาท สร้างอีเวนต์กันสวยหรู แต่หลังจากนั้นไม่นานคนเริ่มเบื่อ เพราะไม่มีอะไรแปลกใหม่
จนถึงปัจจุบันธุรกิจอีเวนต์นอกจากจะไม่เติบโตแล้ว ขนาดของการจัดอีเวนต์ยังลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
“
การเติบโตของธุรกิจอีเวนต์ ขึ้นอยู่กับว่าสามารถสร้างความแตกต่างและความแปลกใหม่ได้อย่างไร” เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ฉายภาพของธุรกิจ ณ ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวกลายเป็นที่มาของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจแบบใหม่ ที่เรียกว่า
“Spider Web Strategy” ของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ หลังจากปีก่อนหน้านี้บริษัทพยายามแตกแขนงธุรกิจใหม่ๆ เพื่อต่อยอดให้กับธุรกิจหลักคือ อีเวนต์ จนปัจจุบันอินเด็กซ์มีบริษัทในกลุ่มรวม 14 บริษัทเกรียงไกร เล่าว่า ได้เริ่มพัฒนาโครงการสไปเดอร์เว็บอย่างจริงจังในช่วงปลายปีที่แล้ว ภายใต้โครงการ I Love Thailand โดยเชื่อมโยงความคิด กิจกรรมต่างๆ กับตราสินค้าหรือแบรนด์ ซึ่งโครงการนี้มีแบรนด์ อาทิโออิชิ สหพัฒน์ ดั๊บเบิ้ล เอ ไทยประกันชีวิต และอิมแพ็ค แต่ละแบรนด์นำแนวคิดและกิจกรรมไปขยาย เกิดเครือข่ายที่จะช่วยสร้างกระแส เช่น อิมแพ็ค เลิฟ ไทยแลนด์ เป็นต้น
“
แนวคิดดังกล่าวทำให้กิจกรรมที่สร้างขึ้น กลายเป็นกิจกรรมของมัลติแบรนด์ที่ทำให้ต้นทุนถูกลง ระยะเวลาแคมเปญนานขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น” เกรียงไกร กล่าวพอเริ่มต้นปีนี้อินเด็กซ์ก็เริ่มกลยุทธ์ Spider Web Strategy โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่งานเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้ จากนั้นขยายเครือข่ายใยแมงมุมไปยังธุรกิจทัวร์และจำหน่ายบัตรชมงานเวิลด์ เอ็กซ์โปผ่านบริษัทพันธมิตร 2 ราย ได้แก่ โทเทิ่ลเรสเซอร์เวชั่น ธุรกิจในเครืออิมแพ็ค และบริษัท สตาร์บริดจ์ ตั้งเป็น 2 กิจการร่วมค้า โดยอินเด็กซ์ถือหุ้นในสัดส่วนละ 50%
หลังจากนั้นภายใต้เวิลด์ เอ็กซ์โป อินเด็กซ์ยังต่อยอดด้วยการช่วยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) คิดแผนในการที่ไทยจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดเวิลด์ เอ็กซ์โป ครั้งต่อไปในปี 2020 และช่วยคิดงานอีเวนต์ต่างๆ ให้สสปน. ในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เพื่อดึงอีเวนต์ระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทยด้วย ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ อินเด็กซ์ยังต่อยอดธุรกิจกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น บริษัท โคโคโร่ ในเครือซานริโอ้ ซึ่งเป็นผู้ทำหุ่นยนต์ยักษ์ไทยอินทรชิต ที่ตั้งอยู่ในศาลาไทย ในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ ด้วยการบุกตลาดพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการถาวรในประเทศไทยร่วมกับโคโคโร่ ซึ่งเห็นศักยภาพของธุรกิจบริหารและจัดสร้างพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการถาวรในประเทศไทย เนื่องจากไทยที่มีพิพิธภัณฑ์จำนวนมากกว่า 1,000 แห่ง สูงสุดในอาเซียน เป็นต้น
นี่คือตัวอย่างของการขยายเครือข่ายภายใต้กลยุทธ์ Spider Web Strategyนอกจากจะหาพันธมิตรเข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพของอีเวนต์ที่จัดขึ้นแล้ว ในแง่รายได้ยังเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งในโครงการเวิลด์ เอ็กซ์โป อินเด็กซ์ได้งบประมาณจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ราว 600 ล้านบาท และมีรายได้จากธุรกิจที่ต่อยอดอีกกว่า 100 ล้านบาท
ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิด Spider Web Strategy อินเด็กซ์จะไปพร้อมกับแพลต ฟอร์มใหม่ คือ ดิจิตอล แพลตฟอร์ม การจัดดิจิตอล อีเวนต์ ซึ่งมาเปลี่ยนรูปแบบการทำอีเวนต์ในโลกอะนาล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะดิจิตอล อีเวนต์ ที่ถูกสร้างกระแสด้วยคนในโลกออนไลน์ เช่น บล็อกเกอร์ ไฮไฟว์เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ จะน่าเชื่อถือมากกว่าการใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นเซเลบหรือดาราช่วยสร้างกระแส
“Spider Web Strategy
จะช่วยสร้างดิจิตอล อีเวนต์ ได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถเชื่อมโครงข่าย ความคิด การจัดกิจกรรม และแบรนด์ของสินค้าให้แข็งแรงขึ้น เป็นแบรนดิง เน็ตเวิร์กกิงอย่างแท้จริง” เกรียงไกร กล่าวทั้งหมดนี้นับเป็นแนวคิดและกลยุทธ์ของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ที่จะสร้างการเติบโตด้วยความแตกต่างในธุรกิจอีเวนต์ ที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และพันธมิตรเข้ามาช่วยผลักดัน ไม่งั้นก็ไม่โต







