posttoday
การทำความรุนแรง ผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทย

การทำความรุนแรง ผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทย

11 กุมภาพันธ์ 2553

...ศรีสุดา

บทความในสัปดาห์นี้ย้อนไปถึงสมัยอยู่ในวัยเรียนสักนิด ตอนเด็กๆ คุณๆ ผู้อ่านยังจำคำพูดที่ถูกเพื่อนๆ ล้อในสมัยยังเป็นนักเรียนได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการล้อชื่อพ่อแม่ ล้อเลียนปมด้อยของเรา เช่น ฟันหลอ หรือการแกล้งเปิดกระโปรง ดึงเก้าอี้เวลากำลังจะนั่ง ฯลฯ ลองนึกตามว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เราทั้งเจ็บและอายบ้าง นักวิชาการทางสังคมศาสตร์จาก www.wport.org ให้คำจำกัดความถึงพฤติกรรมเหล่านั้นว่า เป็นการถูกกระทำความรุนแรง

แต่มาถึงยุคนี้นักวิชาการกลุ่มเดียวกันบอกว่า การกระทำความรุนแรงเปลี่ยนไป เป็นความรุนแรงยุคไซเบอร์ หมายความว่า ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือกระทำความรุนแรงมากขึ้น มีการแอบถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ การหักหลัง การพูดว่ากล่าวพาดพิงในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงบนอินเทอร์เน็ต หนักสุดคือการแอบถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือแล้วบันทึกลงแผ่นซีดีจำหน่ายทั่วไป ซึ่งล้วนเป็นพัฒนาการของการสื่อสาร เทคโนโลยี และอุปกรณ์สื่อสารสมัยใหม่ ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามีความจำเป็นเช่นกัน

การสำรวจความรุนแรงผ่านโลกไซเบอร์ ยังพบอีกว่าครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เยาวชนในยุคไซเบอร์ขณะนี้ เห็นความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ หากคนในครอบครัวทะเลาะกันให้เห็นเป็นประจำ โดยไม่คำนึงว่าวิธีการที่กระทำความรุนแรงต่อผู้อื่นนั้นเป็นวิธีใด จึงเห็นการนำเครื่องมือสื่อสารที่ถูกสร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิต กลายเป็นเครื่องมือทำร้ายชีวิตใครหลายๆ คน เห็นได้จากภาพหลุด ภาพแอบถ่ายมากมาย

เยาวชนไทยครึ่งหนึ่งจากกลุ่มผู้ถูกสำรวจ 2,000 คน ในกรุงเทพฯ รู้และเห็นการถูกกระทำรุนแรงทางไซเบอร์ และอีกเกือบครึ่งหรือ 48% เคยถูกกระทำด้วย แต่ไม่กล้าบอกกับผู้ปกครอง เพราะเกรงว่าจะถูกห้ามให้ใช้โทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงห้ามให้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วย (ข้อนี้ผู้ปกครองต้องพิจารณาแล้วละคะ ว่าวิธีการเลี้ยงดูลูกแบบเข้มเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีการผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง จะได้ทั้งความเกรงใจ และความไว้ใจ)

ยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ ระบุว่า เด็กไทย 90% ใช้โทรศัพท์มือถือไปกับเรื่องไร้สาระ ระหว่างกำลังฟังรายงานการวิจัยอยู่นั้น ผู้เขียนได้ทวีตข้อความนี้ขึ้นไปบนเครือข่าย Twitter ของตัวเองที่ @sresuda ปรากฏว่ามีผู้ตอบกลับมามากมายหลายความเห็น เช่น “อะไรที่เป็นสาระบ้าง เพราะเรื่องของเด็กคงหาสาระได้น้อย” ที่ส่งมาโดยคุณ @darkleonic ส่วนคุณ @Porpeang Seller แสดงความเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องปกติ สอดคล้องกับคุณ @evilwing ที่แสดงความเห็นติดตลกว่า ตัวเองก็ยังเป็นเด็ก

นักวิชาการที่รายงานผลการวิจัย ระบุไปถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ Hi5 Facebook และไม่พลาดที่จะพ่วงรวม Twitter ไปด้วย แต่สำหรับอย่างหลังนี้ ผู้เขียนยังมีคำถามติดอยู่ในใจว่า จริงๆ แล้วนักวิชาการได้ศึกษาการใช้งาน Twitter มากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ค้านว่า Twitter มีแต่ข้อดีอย่างเดียว เพราะส่วนตัวก็เคยรายงานข่าวเกี่ยวกับภัยของเครือข่ายสังคมออนไลน์เช่นกัน แต่ยังติดใจที่ว่า สมัยนี้หากเอ่ยถึงปัญหาเครือข่ายสังคมออนไลน์ ก็มักจะมีคำพูดเป็นเซตเดียวกันตามมาว่า Hi5 Facebook Twitter คนสังคมออนไลน์คิดอย่างไร แสดงความเห็นมาทางทวิตเตอร์ได้ อาจจะมีประเด็นมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านคอลัมน์ “รู้ทันโลกสมัยใหม่” ได้อ่านกัน

อย่างไรก็ดี ได้อัพเดตกันบ้างแล้วว่าสิ่งที่เราส่งต่อๆ กันในเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้น อาจจะเป็นความรุนแรงไปทำร้ายคนอื่นๆ ในเครือข่ายนี้โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจก็ได้ เพราะสังคมใหม่เช่นนี้ไม่ได้จำกัดเพียงวงแคบๆ หรือสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น การทำความรู้จักธรรมชาติของสังคมสมัยใหม่ รู้จักรุก รู้จักรับ เป็นคำแนะนำดีๆ ปิดท้ายคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้คะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท