posttoday
บัวหลวงจี้ตั้งรัฐบาลด่วนจี๋

บัวหลวงจี้ตั้งรัฐบาลด่วนจี๋

28 มิถุนายน 2554

ลดความเสี่ยง‘เหตุรุนแรง-ลงทุน’มั่นใจตลาดหุ้นไทยพื้นฐานยังแจ๋ว

ลดความเสี่ยง‘เหตุรุนแรง-ลงทุน’มั่นใจตลาดหุ้นไทยพื้นฐานยังแจ๋ว

บลจ.บัวหลวงมั่นใจหุ้นไทยปึ้ก การเมืองไม่ใช่ประเด็นหลัก แนะตั้งรัฐบาลเร็วลดความเสี่ยงการลงทุน

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี จึงต้องมองแยกออกจากการเมืองในประเทศ ส่วนปัญหาหนี้สหรัฐและยุโรปจะกระทบชั่วคราว และน่าจะส่งผลดีต่อเอเชียมากกว่า เนื่องจากเงินอาจโยกเข้ามาลงทุน ซึ่งมีจีน อินเดียเป็นผู้นำในภูมิภาค แม้จะมีปัญหาเงินเฟ้อ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่

ทั้งนี้ ในส่วนของพอร์ตกองทุนของบริษัทก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยน เนื่องจากได้ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ไปแล้ว จึงมั่นใจในหุ้นที่เลือกลงทุนว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

สำหรับปัญหาทางการเมืองมองว่าไม่ใช่ประเด็นหลักของตลาดหุ้นไทย เพียงแต่นักลงทุนต่างชาติรอดูความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และความมั่นคงของรัฐบาลว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน เพราะในแง่นโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนใหญ่จะใช้ประชานิยมเพื่อจูงใจประชาชน รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมาใช้ในการหาเสียง

บัวหลวงจี้ตั้งรัฐบาลด่วนจี๋

“รัฐบาลใหม่จะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ทำงานให้เร็วที่สุด ความเสี่ยงที่ห่วงว่าจะเกิดความรุนแรงก็จะลดลงและความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่อง คือ การจัดทำงบประมาณแผ่นดินที่กลัวว่ารัฐบาลใหม่จะทำงบไม่ทันในปีนี้ เพราะต้องเริ่มกระบวนการใหม่หมด อาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้” นางวรวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณจะยากขึ้น เพราะทุกพรรคมีนโยบายที่จ่ายเงินมากขึ้นและลดภาษี และที่สำคัญงบจะมีปัญหาการขาดทุน ซึ่งจะมีปัญหาต่อการทำงบสมดุลให้ได้ภายใน 5 ปีด้วย

นางวรวรรณ กล่าวว่า สำหรับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM)ณ สิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมารวม 194,465 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวม 161,349 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 26,409 ล้านบาท และกองทุนรวมส่วนบุคคล 6,707 ล้านบาท

ทั้งนี้ สินทรัพย์รวมลดลงจากปี 2553 จำนวน 13,774 ล้านบาทหรือ 6.61% จากข้อมูลสมาคมบริษัทจัดการบริษัทมีสินทรัพย์รวม 208,239 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ลดลงจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 19,961 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 46,370 ล้านบาท ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลอยู่ที่ 1,519 ล้านบาท กองทุนรวมอยู่ที่ 163,500 ล้านบาท

“ปัจจุบันธุรกิจกองทุนเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยแนวโน้มการแข่งขันจะมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ตรงใจมากขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องให้ความรู้คนไทยให้อ่านออกเขียนได้ทางการเงิน และเข้าใจเรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคล เพื่อหาวิธีจัดการด้านการเงินของตนได้เหมาะสม” นางวรวรรณ กล่าว

สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารรัฐที่ยังมีออกมาต่อเนื่อง จะทำให้กองทุนตราสารหนี้ที่กำหนดระยะเวลาการลงทุน (เทอมฟันด์) ได้รับผลกระทบ จำเป็นต้องหาโอกาสการลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่นๆ ซึ่งจะทำให้รายได้ บลจ.ลดลงทั้งระบบ หรืออาจมีการลดค่าบริหารจัดการกองทุนเกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับ บลจ.แต่ละแห่งและในเครือตัดสินใจ

ด้านนายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการลงทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ปัจจัยภายนอกประเทศและการเมืองหลังเลือกตั้งยังจะรบกวนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปถึงไตรมาส 3 แต่บริษัทเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนและอัตราการจ่ายเงินปันผลที่อยู่ระดับสูง จึงมองดัชนีหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น

“ความไม่แน่นอนในตลาดการลงทุนต่างๆ ที่สูงขึ้น นักลงทุนควรจัดพอร์ตลงทุน โดยกระจายการลงทุนไปยังทรัพย์สินที่หลากหลายที่มีความสัมพันธ์ด้านราคากันต่ำโดยเฉพาะทองคำที่ควรมีในพอร์ต เพราะเป็นทรัพย์สินปลอดภัยที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในระยะยาว” นายพีรพงศ์ กล่าว  

 

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า