
ทีดีอาร์ไอค้านประกันภัยพืชผล
ทีดีอาร์ไอเสนอรัฐเบรกประกันภัยพืชผล เหตุระบบตรวจสอบไม่พร้อม หวั่นรั่วไหลจนต้องจ่าย 2 เด้ง
ทีดีอาร์ไอเสนอรัฐเบรกประกันภัยพืชผล เหตุระบบตรวจสอบไม่พร้อม หวั่นรั่วไหลจนต้องจ่าย 2 เด้ง
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการคลังจะเปิดโครงการประกันภัยพืชผลในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ว่า รัฐบาลไม่ควรเร่งรีบทำโครงการนี้ เพราะเชื่อว่าจะมีปัญหาใหญ่ตามมาจนก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะระบบการตรวจสอบพื้นที่ความเสียหายยังไม่พร้อม และไม่มีมาตรการว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการทุจริต
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาลจะนำระบบประกันภัยพืชผลมาใช้ ควรมีการลงทุนเพื่อวางระบบภาพถ่ายทางอากาศเพื่อใช้เป็นหลักฐานที่สำคัญในการยืนยันเรื่องการจ่ายเงินประกันเสียก่อน เพราะการใช้คณะกรรมการระดับท้องถิ่นทำหน้าที่ตรวจสอบความเสียหาย มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการทุจริตและตีความเข้าข้างประชาชนในท้องถิ่น จนอาจสร้างความขัดแย้งขึ้นระหว่างบริษัทประกันกับคณะกรรมการในระดับท้องถิ่น ส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายเงิน 2 เด้ง คือต้องจ่ายให้ทั้งเกษตรกรที่ซื้อประกัน และจ่ายให้เกษตรกรที่ไม่ได้ซื้อประกัน แต่หากผลผลิตเสียหาย ก็จะออกมาเรียกร้องให้จ่ายเงินชดเชย
ประธานทีดีอาร์ไอได้เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งลงทุนเรื่องโครงการสร้างพื้นฐานผ่านรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง และจัดทำระบบการชดเชยให้มีประสิทธิภาพ เพราะหากใช้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหาย ก็เชื่อว่ายังเกิดการรั่วไหลได้ง่าย
“ประกันภัยพืชผลเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ที่สำคัญทำไปแล้วปัญหาเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบข้อมูล ใช้เงินเยอะมาก และควรต้องลงทุนระบบไอทีของภาพถ่ายทางอากาศ ใครมาลงทะเบียนก็เอาโฉนดมาลงแผนที่ทางอากาศ หากเสียหายก็ไปนำแผนที่ทางอากาศมายืนยัน แต่ถ้าให้กรรมการท้องถิ่นตรวจสอบแล้วเกิดให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริง ใครจะรับผิดชอบ สุดท้ายก็รั่วไหล รัฐบาลก็ต้องเอาภาษีประชาชนมาจ่าย” นายนิพนธ์ กล่าว
นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ในหลายประเทศที่เคยทำโครงการนี้ส่วนใหญ่ไม่ประสบผลสำเร็จ มีแต่สหรัฐอเมริกาที่ยังทำอยู่ และมีปัญหาเรื่องทุจริตอย่างมาก จึงทำให้หลายประเทศเลิกทำโครงการนี้และหันไปทำเรื่องการประกันดัชนีอากาศ และยังติดปัญหาคือไม่สามารถรับทำประกันภัยข้าว ข้าวโพดได้ เพราะเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถคำนวณได้ว่าปริมาณฝนที่ตกต้องตกมากน้อยแค่ไหนจึงจะทำให้น้ำท่วม
ทั้งนี้ โครงการประกันภัยพืชผลจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้ กำหนดค่าเบี้ยประกัน 120 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรรับภาระ 60 บาท ส่วนที่เหลืออีก 60 บาท รัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระแทน โดยจะได้รับความคุ้มครองกรณี ภัยแล้ง น้ำท่วม และแมลงศัตรูพืช โดยเริ่มจากผู้ปลูกข้าวก่อน หากเสียหายจะได้รับเงินชดเชย 606-1,400 บาทต่อไร่







