
แปรรูปสินค้าเกษตรเจอบาทแข็งแน่
เอ็กซิมแบงก์แนะอย่าเก็งกำไรเดินหน้าลุยสินเชื่อเครื่องจักร
โพสต์ทูเดย์
— เอ็กซิมแบงก์เตือนแปรรูปสินค้าเกษตรรับมือบาทแข็งค่า ตั้งเป้าสินเชื่อ 2.4 หมื่นล้านนายอภิชัย บุญธีรวร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในปีนี้คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นแน่ และมีความผันผวนมากขึ้น ผู้ส่งออกไม่ควรทำธุรกิจโดยพึ่งพิงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว ต้องปรับตัวหาวิธีลดความเสี่ยง มีการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการทำฟอร์เวิร์ด ไม่เก็งกำไร หาวิธีลดต้นทุนการผลิต หาตลาดใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
นายอภิชัย เตือนว่า ผู้ผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน่าจะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ามาก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป อาทิ ข้าว ยางพารา ต้องปรับตัวให้เร็ว ส่วนสินค้าที่น่าจะได้รับผลกระทบน้อยและขยายตัวได้ดี คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดว่าปีนี้การส่งออกรวมของประเทศน่าจะขยายตัวได้ราว 1314% ตามที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้
นายอภิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุน การส่งออกในประเทศสหรัฐ ยังคงมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวอย่างเปราะบาง ซึ่งอาจทำให้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเหรียญสหรัฐลงไปสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลกระทบทำให้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่งต้องระมัดระวังในการลงทุน
นายอภิชัย กล่าวว่า ในปีนี้เอ็กซิมแบงก์ตั้งเป้าหมายอนุมัติสินเชื่อใหม่ไว้ 2.42 หมื่นล้านบาท คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้น 13% ขณะที่ตั้งเป้าหมายปริมาณธุรกิจบริการประกันการส่งออกไว้ 1 แสนล้านบาท ลดหนี้เสียเอ็นพีแอลลงเหลือ 8% และคาดว่าจะมีกำไร 200 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะเน้นเพิ่มธุรกรรมด้านการนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักร เทคโน โลยีการผลิตใหม่ๆ ให้มากขึ้น อาศัยโอกาสที่คาดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นจากแนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐที่จะอ่อนค่าลงอีกมาเป็นช่องทางการทำธุรกิจ
ขณะเดียวกันมีแผนจะเพิ่มสาขาย่อยอีก 5 สาขา การดำเนินกระบวนการและขั้นตอนฟาสต์แทร็กอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยให้ปรับตัวแข่งขันได้ในสภาพแวดล้อมของเขตการค้าเสรี (FTA) และประชาคมอาเซียน (AEC) เพราะผลจากเอฟทีเอ จะทำให้สินค้า 8,000 รายการ มีภาษีนำเข้าลดลงเหลือ 0%
สำหรับผลประกอบการในปีที่แล้วมีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท อนุมัติสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นถึง 5.42 หมื่นล้านบาท หรือ 146% ของเป้าหมายรวม ในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อฟาสต์แทร็กถึง 1.75 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่ตั้งเป้าหมายไว้แค่ 5,000 ล้านบาท ทำให้มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 5.31 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ได้อนุมัติวงเงินรับประกันการส่งออกและการลงทุน 7,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 368% จากปี 2551 มีมูลค่ารับประกันการส่งออกและการลงทุนทั้งสิ้น 6.03 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% ส่วนหนี้เสียมีทั้งสิ้น 4,370 ล้านบาท หรือ 8.16% ลดลงจากปี 2551 ที่มีอยู่ 9.24%
ปัจจุบันทุนของธนาคารอยู่ที่กว่า 14,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) กว่า 20% เพียงแต่การคิดเงินกองทุนของเอ็กซิมแบงก์จะต่างจากธนาคารอื่นๆ เนื่องจากต้องแยกระหว่างเงินทุนสำหรับปล่อยสินเชื่อกับการรับประกันการส่งออกด้วย ซึ่งกฎกระทรวงการคลังระบุว่า การรับประกันการส่งออกนั้นต้องดำรงเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า 20% ทั้งนี้ เมื่อแยกแล้วทำให้บีไอเอสของสินเชื่ออยู่ที่ 18%







