
ลุ้นพท.ได้สส.เกิน250หุ้นพุ่ง5%
เสียงไม่ถึงหุ้นดิ่ง-ตปท.กลัวปฏิวัติปชป.ชนะดัชนีทะยานรับ5-10%
เสียงไม่ถึงหุ้นดิ่ง-ตปท.กลัวปฏิวัติปชป.ชนะดัชนีทะยานรับ5-10%
บลจ.ธนชาต ประเมิน “เพื่อไทย” ชนะเลือกตั้ง ต่างชาติกลัวปฏิวัติ หากได้ สส.เกิน 250 ที่นั่ง หุ้นพุ่ง 5% หากไม่ถึงหุ้นดิ่ง 5% “ประชาธิปัตย์” ชนะพุ่งเกิน 10%
รายงานข่าวจากบริษัทหลัก ทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต ประเมินผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นใน 5 รูปแบบ ซึ่งจะมีผลต่อตลาดหุ้นแตกต่างกัน โดยอาจทำให้หุ้นปรับตัวลงประมาณ 5% หรือปรับตัวขึ้นได้มากกว่า 10%
กรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะเลือกตั้งและได้ สส.เกิน 250 ที่นั่ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวหรือพรรคร่วม โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โอกาสเกิดความวุ่นวายในระยะสั้นมีน้อย แต่นักลงทุนต่างชาติอาจกังวลการเกิดปฏิวัติ ส่วนระยะยาวต้องดูประเด็นนิรโทษกรรมและแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีนี้จะส่งผลให้ดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นได้ประมาณ 5%
หากพรรค พท.ได้ สส.จำนวน 230-250 ที่นั่ง หุ้นอาจปรับตัวลงอีก แต่ไม่น่าจะเกิน 5%
กรณีพรรคประชาธิปตย์ (ปชป.) ชนะและได้ สส.เกิน 250 ที่นั่ง จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวหรือพรรคร่วม โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ในระยะสั้นอาจเกิดม็อบแดงที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งได้ แต่มองว่าดัชนีหุ้นอาจปรับตัวขึ้นได้มากที่สุดอาจจะมากกว่า 10%
อย่างไรก็ตาม มองว่าการเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวายทางการเมืองจะกระทบระยะสั้นต่อการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลกระทบทางจิตวิทยา ซึ่งความเสี่ยงของความวุ่นวายอยู่ที่การปฏิวัติ เพราะจะทำให้นักลงทุนบางส่วนถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย นอกจากนี้การเมืองอาจส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนในระยะยาวผ่านนโยบายและแผนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งความสามารถในการดูแลให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างเหมาะสมของรัฐบาล
แนวโน้มเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วคาดว่า ทุกรัฐบาลจะเริ่มนโยบายเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นแนวโน้มเศรษฐกิจระยะปานกลางและยาวยังน่าจะอยู่ในทิศทางที่ดี แต่ระยะยาวมากไปอีกคงต้องพิจารณาความเสี่ยงเกี่ยวกับฐานะการเงินการคลังของประเทศและปัญหาเงินเฟ้อ หากรัฐบาลใหม่เน้นแต่นโยบายประชานิยมเกินตัว
“ก่อนเลือกตั้งหุ้นมีโอกาสผันผวนบ้าง แต่ก็มีโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังเลือกตั้งในช่วง 13 เดือนแรกมีมาก” บลจ.ธนชาต ระบุ
บลจ.ธนชาต ประเมินว่า หากไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ ก่อนการเลือกตั้งดัชนีหุ้นน่าจะยืนเหนือ 9801,000 จุดได้ และหลังการเลือกตั้งน่าจะปรับตัวขึ้นได้ 515% ขึ้นกับผลการเลือกตั้งและระยะยาวหากพิจารณาแต่ปัจจัยภายในประเทศ ดัชนีน่าจะแกว่งตัวในทิศทางบวกได้ โดยความเสี่ยงของตลาดหุ้นน่าจะมาจากปัจจัยภายนอกมากกว่า
สำหรับระยะยาว นักลงทุนจะกลับมามองที่พื้นฐานของเศรษฐกิจและมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น หากเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังเติบโตดี นักลงทุนก็จะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง แต่หากการเมืองยังวุ่นวายไม่รู้จบ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้หากพื้นฐานเศรษฐกิจและมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นน่าสนใจ แต่ตลาดหุ้นไทยจะถูกซื้อขายในราคาที่มีส่วนลดจากประเทศเพื่อนบ้านและมูลค่าที่เหมาะสมที่ควรจะเป็นจริงๆ
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ประมาณ 11.60 เท่า ซึ่งไม่แพงเมื่อเทียบกับอดีตและตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ในขณะที่ประมาณการผลประกอบการของ บจ.ยังเติบโต 17% ในปี 2554 และ 14% ในปี 2555 และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4% โดยปี 2554 นี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท น่าจะเป็นระดับที่รองรับความเสี่ยงเรื่องการเลือกตั้งแล้ว
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย บลจ.ธนชาต มองว่ายังปรับขึ้นได้อีก โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นไปที่ 3.50-3.75% ภายในสิ้นปี 2554 ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ตาม จึงคาดว่าตลาดตราสารหนี้จะเคลื่อนไหวผันผวนตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังเป็นขาขึ้น โดยผลตอบแทนระยะสั้นจะปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ผลตอบแทนระยะกลางและยาวน่าจะปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่า
&<2288;







