
ต่างชาติกังวลการเมืองขนเงินหนีไทย
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติได้ขายเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยจนมีสถานะขายสุทธิในช่วงเดือน มิ.ย.
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติได้ขายเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยจนมีสถานะขายสุทธิในช่วงเดือน มิ.ย.
ถือว่าขายหนัก จนมียอดขายสุทธิถึง 27,626 ล้านบาท ปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลเรื่องประเด็นทางการเมือง เพราะไม่แน่ใจว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร จึงรอดูสถานการณ์ก่อน
ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 20-24 มิ.ย. ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังความกังวลต่อปัญหาหนี้ของกรีซคลี่คลายลงบางส่วน โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,022.94 จุด เพิ่มขึ้น 0.39% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 18.97% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 19,566.29 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อย บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้มีการจัดทำการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน CEO Survey Economic Outlook ครึ่งปีหลัง 2554 เกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ โดยมีบริษัทร่วมตอบแบบสอบถาม 95 บริษัท จาก 9 อุตสาหกรรม รวมตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยมีสัดส่วนมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) 65% ของตลาดรวม
น.ส.เพ็ญศรี สุธีรศานต์ ผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ระบุว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่กว่า 80% เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปี 2554 จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 3.5% และ 1 ใน 3 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 44.5% ความเชื่อมั่นดีขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งที่ผ่านมาในช่วงเดือน ต.ค. 2553 แต่ทั้งนี้ซีอีโอส่วนใหญ่เห็นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะต่อเนื่องหรือไม่โดยเห็นว่าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับแรกที่มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้ หรือ 55% รองลงมาคือปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ซีอีโอเห็นว่าภาคธุรกิจจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ มีนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลควรเร่งรัดดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาวมากที่สุด คือการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง 38% การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 18% ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย 11% และดูแลราคาสินค้า ค่าจ้างขั้นต่ำ 9%
นอกจากนี้ เห็นว่านโยบายที่รัฐบาลควรนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค คือ เสนอให้มีการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สัดส่วน 38% เพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ 24% เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 13% เร่งปล่อยสินเชื่อของธนาคารรัฐ 12% กระตุ้นใช้จ่ายผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง 8% และอื่นๆ เช่น นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว 5%
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็มีความกังวลต่อสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายเร็วในระยะต่อไป ตามภาวะเศรษฐกิจโลกจากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป และสถานการณ์การเมืองในประเทศ คณะกรรมการ ธปท. จึงมีมติแต่งตั้งให้นางสุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการด้านบริหาร ซึ่งปัจจุบันดูแลงานด้านระบบการชำระเงิน มาเป็นรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ดูแลนโยบายดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงินบาท แทนนางอัจนา ไวความดี ที่จะเกษียณอายุ เพราะนางสุชาดามีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน ธปท.จึงตั้งใจให้มาดูแลรับมือภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจจะผันผวนรุนแรงในปีนี้ อันจะมีผลต่อค่าเงินบาท โดยให้มีผลวันที่ 1 ต.ค.ปีนี้
และจากปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจโลก กระทรวงการคลัง โดยนายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงกับระบุว่าจะพิจารณาทบทวนตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ เนื่องจากในช่วงครึ่งหลังของปีมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปัจจัยบวก โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศทั้งสหรัฐ ยุโรป ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลง จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 4-5% หรือเฉลี่ย 4.5%
ทั้งนี้ ปัจจัยลบในต่างประเทศที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ได้ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจโลกลง ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินของประเทศกรีซ ที่ประเทศเจ้าหนี้ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี เห็นว่าอาจจะมีปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทยด้วย ส่วนในภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ก็ยังมีความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ต้องจับตาทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ด้วย ซึ่งล่าสุดประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับ 00.25% และติดตามผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากราคาน้ำมันสูงไปมากก็จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งตัวขึ้นตามต้นทุนน้ำมัน
แต่ถึงหลายฝ่ายจะห่วงภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย จากปัจจัยลบที่มีมากกว่าปัจจัยบวก แต่ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ก็ออกมาแสดงมุมมองที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย โดย น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของเวิลด์แบงก์ กล่าวว่า ปัญหาและข้อวิตกทางด้านการเมืองที่หลายฝ่ายกังวลนั้นน่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นเท่านั้น เพราะถ้ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศแล้วสถานการณ์ต่างๆ น่าจะชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม เวิลด์แบงก์ยังมองว่าไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอยู่อันดับที่ 19 ของประเทศในโลกที่น่าลงทุน จึงยังเป็นประเทศที่น่าเข้ามาทำธุรกิจ ซึ่งจะประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ ส่วนปัจจุบันคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเติบโตที่ระดับ 3.7%
สำหรับการทำงานของกระทรวงการคลัง แม้จะเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ แต่กระทรวงการคลังก็ยังเดินหน้าโครงการแก้หนี้สินเชื่อเงินกู้ส่วนบุคคล หรือการแก้หนี้บัตรกดเงินสด ด้วยการเปิดรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) ในวงเงินไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน หรือรายละไม่เกิน 3 แสนบาท คิดดอกเบี้ยแค่ 14% เพื่อเอาใจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในโค้งสุดท้ายกันเป็นพิเศษตามนโยบายของรัฐมนตรีรักษาการ คาดว่าจะเปิดตัวโครงการได้ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ ซึ่งมีธนาคารรัฐ 3แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เข้าร่วมปล่อยกู้ ตั้งเป้าปล่อยกู้โครงการนี้ไว้ 1 หมื่นล้าน บาท หวังช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยจ่ายของลูกหนี้ที่ปัจจุบันต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงตามอัตราตลาดที่ 28%







