
เซฟเมาท์
อย่าชะล่าใจเชียว
อย่าชะล่าใจเชียว
โดย..ฟ้าใส
อื้ออึง ป้องปากซิบซุบสอบถามกันทั้งวงการธนาคารมากที่สุดในขณะนี้ กลับไม่ใช่เรื่องพรรคเพื่อเธอ หรือพรรคภูมิใจเธอจะชนะการเลือกตั้งซะแล่ว
หากแต่เป็นเรื่องกลุ่มจีอีมันนี่ที่ถือหุ้นอยู่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นอันดับ 1 ถึง 33% หรือประมาณกว่า 2,000 ล้านหุ้น จะขายหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาออกไปให้ใครจริงหรือเปล่า?
แม้ วีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยา ออกมายืนยันว่า กลุ่มจีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 32.93% จะยังคงถือหุ้นในธนาคารต่อไป แม้กลุ่มจีอีที่สหรัฐได้ระดมทุน 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยการขายหุ้นออกไปเพื่อสร้างสภาพคล่องให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ อภิมหาเศรษฐีของโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เข้ามาซื้อหุ้นจีอีกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ใช่ว่าจะการันตีว่าจะไม่ขาย เพราะหน่อที่ แจ็ค เวลธ์ ได้สร้างจนเป็นเทรดิชันของจีอี คือ เฉือนทิ้งกิจการเพื่อหาสตางค์นั้นยังตราตรึงอยู่
ข่าวธนาคาร RBH Capital (RHB Banking Group) จากมาเลเซียจะเข้าซื้อกิจการ BAY เชื่อว่าอาจจะไม่เกิดขึ้น
เพราะขนาดของ RHB มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดแค่ 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยาเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบจากมูลค่าตลาดของธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีอยู่ 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อเป็นเช่นนี้ อับดุลก็ตอบได้ว่า ไม่มีทางที่ RHB จะสามารถเพิ่มทุนเพื่อซื้อกิจการในธนาคารกรุงศรีอยุธยาเด็ดขาด เพราะต้องจ่ายเงินมากกว่ามูลค่าของตัวเองกว่าจะได้อำนาจควบคุม
และหากจะซื้อหุ้นจากกลุ่มจีอีก็ต้องใช้เงินมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทแน่ เมื่อพิจารณาจากระดับราคาที่จีอีซื้อมาราคาหุ้นละ 16 บาท เมื่อปี 2549
แต่ปัจจุบันนั้นราคาขยับขึ้นไปกว่า 23-24 บาทแล้ว
แต่ช้าแต่ใครอย่าประมาทก็แล่วกัน เพราะมีผู้บริหารวาณิชธนกิจชื่อดังของไทยแอบได้ยินคนที่เป็นประธาน จีอี มันนี่ เอเชีย ที่ชื่อ ริ ริ อารายสักอย่าง อิๆๆ
ชื่อคล้ายและพ้องกับอดีตประธานาธิบดีเปรูคนก่อน คุยกับวาณิชธนกิจชื่อดังเพื่อให้ช่วยขายหุ้นในธนาคารที่ชื่อ BAY นั้นดังสนั่นในตลาดเงินตลาดทุนเอเชีย
ไม่ว่าจะขายใคร คนได้ประโยชน์คือ เจ้าสัวเป็ด กฤตย์ รัตนรักษ์ ที่ถือหุ้นกระจายตัวอยู่ตั้งแต่อันดับ 4 ไปจนถึงอันดับ 14 นั่นแหละคือคนได้ประโยชน์







