
คลังปรับลดเกณฑ์ความเข้มแก้หนี้บัตรเครดิต
กระทรวงคลัง ประกาศปรับหลักเกณฑ์แก้หนี้บัตรเครดิต หลังเปิดโครงการ 17วัน อนุมัติสินเชื่อได้แค่ 122 ล้านบาท
กระทรวงคลัง ประกาศปรับหลักเกณฑ์แก้หนี้บัตรเครดิต หลังเปิดโครงการ 17วัน อนุมัติสินเชื่อได้แค่ 122 ล้านบาท
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ประกาศปรับหลักเกณฑ์ โครงการลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตใหม่ หลังจากพบว่าผลการดำเนินโครงการนับตั้งแต่วันที่ 1 - 17 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา ยอดผู้มาขอสินเชื่อกับธนาคารของรัฐ 3 ที่เข้าร่วมโครงการแห่งได้แก่ ธนาคารกรุงไทยธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีผู้มายื่นขอสินเชื่อรวมกันจำนวน 1.01 หมื่นราย วงเงินรวมประมาณ 1,265 ล้านบาท และมีการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 1,126 ราย วงเงินประมาณ 122 ล้านบาท
ทั้งนี้ จึงได้เรียกตัวแทนทั้ง 3 ธนาคารมาหารือเรื่องการปรับแนวทางการดำเนินโครงการใหม่เพื่อแก้ไขอุปสรรคที่ผ่านมาได้ข้อสรุปดังนี้คือ กรณีผู้ขอสินเชื่อที่มีสถานะสินเชื่อเป็นปกติตามข้อมูลเครดิตตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2554 จนถึงวันที่ยื่นขอกู้ สามารถรีไฟแนนซ์ได้ในวงเงินไม่เกิน 3 แสนบาท ซึ่งธนาคารจะพิจารณาจากเอกสารแจ้งยอดเงินเดือนสำหรับผู้มีเงินเดือนประจำ และการเคลื่อนไหวของเงินฝากหรือหลักฐานอื่น ๆ ที่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของรายได้สำหรับผู้มีอาชีพอิสระ และหากผู้ขอสินเชื่อมีหนี้บัตรเครดิตหลายใบและยอดหนี้เกิน 3 แสนบาท จะมีสิทธิเลือกรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตบางใบได้
สำหรับกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อมีอายุเกิน 60 ปี ธนาคารอาจพิจารณาให้มีการค้ำประกันส่วนบุคคล ทั้งนี้ธนาคารทั้ง 3 แห่ง ตกลงจะเร่งทำความเข้าใจในหลักการของโครงการกับทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถบริการประชาชนและบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีประชาชนได้ให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับการลดภาระดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ธนาคารทั้ง 3 แห่ง จะได้ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางในการแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคลโดยการจัดทำโครงการรีไฟแนนส์สินเชื่อส่วนบุคคลของผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ให้กับผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี เพื่อให้โครงการลดภาระดอกเบี้ยครอบคลุมถึงประชาชนระดับฐานรากได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งธนาคารทั้ง 3 แห่ง จะเปิดตัวโครงการในวันที่ 24 มิ.ย. 2554
อย่างไรก็ดีกระทรวงการคลังเห็นว่า โครงการทั้ง 2 ดังกล่าว เป็นทางเลือกให้ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวินัยทางการเงินดีมีทางเลือกลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละเดือนโดยไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงแก่ธนาคาร เนื่องจากธนาคารที่ให้สินเชื่อยังคงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อเป็นหลัก และในอนาคตเมื่อเป็นลูกหนี้ที่ดี มีกำลังในการชำระเงินกู้มากขึ้น ธนาคารก็จะพิจารณาให้สินเชื่อต่อยอดได้อีกด้วย และหลังจากที่ได้เริ่มโครงการแล้วได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตรวมถึงผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยแก่ลูกหนี้ที่ชำระเงินตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นไปตามหลักการของโครงการดังกล่าวในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตรวมถึงผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าที่ดี







