
บอมบ์ยิ่งลักษณ์สะเทือนตลาดทุน
กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้งใหญ่ เพราะควันหลงจากสงครามการเมืองของสองพรรคใหญ่ที่ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไทย
กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้งใหญ่ เพราะควันหลงจากสงครามการเมืองของสองพรรคใหญ่ที่ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไทย
ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ลากดึงถึงกับทำให้ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตาตื่นหลงประเด็นกับการกล่าวหา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ว่าให้การเท็จกับศาลในการถือครองหุ้น เอสซี แอสเสท จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม การออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวว่ายิ่งลักษณ์ถือครองหุ้นไม่ถึง 5% ไม่ผิดกฎหมายและไม่ต้องชี้แจงกับ ก.ล.ต. ในการถือครองหุ้นของครอบครัวชินวัตร ทำให้สังคมตลาดทุนต่างพากันกังขาและคาใจในองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อีกรอบ เพราะนี่คือการลากพาหน่วยงานที่มีแสนยานุภาพในด้านตลาดทุนให้พัวพันกับการเมืองจนแยกไม่ออก
เรื่องนี้ได้สร้างความสับสนอลหม่านกันถ้วนหน้า เพราะข้อกล่าวหาของ “แก้วสรร อติโพธิ” คือ “ยิ่งลักษณ์” ให้การเท็จในคดีซุกหุ้นและยึดทรัพย์ หลายคนจึงตั้งประเด็นว่า การออกมาชี้แจงของเลขาธิการ ก.ล.ต.ครานี้เสมือนเป็นการการันตีในคุณสมบัติและเป็นการปูพรมแดง ปูทางให้ยิ่งลักษณ์เดินหน้าในระบบรัฐสภาและเก้าอี้นายกฯ อย่างสดใส
จนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ “กรณ์ จาติกวณิช” รักษาการ รมว.คลัง สส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโต้แย้งทันที ขณะที่ “แก้วสรร” ก็ตามติดไปจี้ ก.ล.ต.ถึงที่ ก่อนที่จะวางคิวบุกกรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ ต่อไป ขณะที่ “ธีระชัย” ก็ทนเสียงก่นด่าไม่ไหวต้องออกโรงชี้แจงความคับใจผ่านทางเฟชบุ๊ก อีนุงตุงนังกันไปหมด
อีกเรื่อง ผู้ที่มีรถยนต์ร้องไชโยกันได้ เมื่อปัญหาบริษัทประกันภัยไม่ยอมรับราคาค่าซ่อมรถยนต์ของอู่กลาง ได้ข้อยุติให้สำนักงานอัตราเบี้ยประกันภัยและบริษัทที่ปรึกษาจากอังกฤษ ศึกษาราคากลางในการซ่อมรถยนต์แยกตามยี่ห้อและรุ่นรถใหม่
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยื่นคำขาดภายในเดือน มิ.ย. ธนาคารพาณิชย์ต้องลดค่าธรรมเนียมการถอนเงินและสอบถามยอดเงินผ่านเอทีเอ็มให้เท่ากันทั่วประเทศ จากเดิมเก็บในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลถูกกว่า โดยค่าธรรมเนียมใหม่จะเก็บค่าธรรมเนียมการถอนและสอบถามยอดผ่านเอทีเอ็มครั้งที่ 5 เป็นต้นไปในอัตราครั้งละ 10 บาท และต้องลดค่าธรรมเนียมถอนต่างธนาคารและข้ามเขตเหลือรายการละ 20 บาท
“โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ ออกมาแนะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ควรชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งปีหลังได้แล้ว มิเช่นนั้นเอกชนคงอ่วมอรทัยเพราะต้นทุนธุรกิจพุ่ง
นโยบายเศรษฐกิจพรรคชาติไทยพัฒนา จี้ใจดำเอกชนไทยอย่างจัง เมื่อ “เกษมสันต์ วีระกุล” ประกาศชัดไทยต้องมีการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพราะพบว่ามีเอกชนจำนวนถึง 1.7 แสนราย แต่งบัญชีขาดทุนเพื่อเลี่ยงภาษีจนทำให้เกิดการรั่วไหลของภาษีร่วม 5 แสนล้านบาท
งบการเงินปี 2553 สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้ประชาชน เมื่อ ธปท.ขาดทุนยับเยิน 1.17 แสนล้านบาท เพราะพิษแทรกแซงค่าเงินบาท อย่าให้ซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้งก็แล้วกัน...







