
ประกันจำนำข้าวแย่พอกัน
ปชป.ชี้ใช้งบต่ำ/พท.บอกสร้างรายได้ชาวนาระบุไม่ช่วยให้โตได้ยั่งยืนทั้งคู่
ปชป.ชี้ใช้งบต่ำ/พท.บอกสร้างรายได้ชาวนาระบุไม่ช่วยให้โตได้ยั่งยืนทั้งคู่
ประชาธิปัตย์บลัฟแหลก ใช้งบแค่ 6 หมื่นล้าน ประกันข้าว 2 ปี ลดทุจริตได้บาน เพื่อไทยโวจำนำข้าวทุกเม็ด โกยรายได้เข้าประเทศ 1.2 แสนล้านบาท ด้านชาวนาอัดไม่ช่วยให้ยั่งยืนจริง
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง นโยบายข้าว ว่าที่รัฐบาลใหม่ “ประกัน VS จำนำ” ใครได้ใครเสีย? ว่า โครงการประกันรายได้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ใช้เม็ดเงินไป 5.8 หมื่นล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% ต่างจากระบบรับจำนำที่ใช้วงเงินมากถึงแสนล้านบาท เพราะวิธีประกันรายได้เป็นการคำนวณจากต้นทุนสินค้าเกษตร รวมค่าขนส่ง และกำไรขั้นต่ำให้เกษตรกร จึงเป็นระบบที่เกษตรกรจะไม่ขาดทุน
รวมทั้งทำให้ตลาดค้าข้าว เดินไปได้ตามกลไกตลาด เพราะรัฐบาลไม่ได้เข้าไปยุ่งกับตัวข้าว แต่ให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากรัฐมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เท่านั้นอย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าระบบประกันรายได้ยังมีช่องโหว่ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้าไปตรวจสอบกำกับดูแล เช่น แจ้งพื้นที่ต่อไร่สูงกว่าความเป็นจริง เป็นเรื่องที่จะมีการแก้ไข หากพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นรัฐบาล แต่โดยภาพรวมเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวถือว่าช่วยเหลือเกษตรกรได้ครอบคลุมมากสุด และยังลด การทุจริตจากการนำสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์เข้าโครงการรับจำนำเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติผลผลิตข้าวเสียหาย เกษตรกรยังได้รับเงินส่วนต่างจากการเข้าโครงการประกันรายได้ แม้จะมีข้าวหรือไม่มีก็ตาม พร้อมกันนี้จะมีการปรับต้นทุนค่าขนส่งในโครงการประกันรายได้ใหม่ แบ่งเป็น 200 บาท 400 บาท และ600 บาท แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรที่อยู่พื้นที่ห่างไกล จากเดิมกำหนดอัตรา 200 บาท
นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ในนามตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลักการของโครงการประกันรายได้และโครงการรับจำนำจะไม่ต่างกัน เพราะทั้งสองระบบเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรเหมือนกัน แต่ความต่างตรงวิธีการที่พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า การรับจำนำจะทำให้เกษตรกรและประเทศไทยได้ประโยชน์มากกว่า เพราะต้องยอมรับว่าสินค้าเกษตรเป็นสินค้าการเมืองของทุกประเทศ ที่รัฐบาลควรเข้าไปแทรกแซงและควบคุมตลาดให้กับเกษตรกร เพราะเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง รัฐบาลจึงควรเข้าไปแทรกแซงตรงจุดนี้
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อดีของระบบรับจำนำกับประกันรายได้ โดยระบบรับจำนำที่พรรคเพื่อไทยทำ คือกำหนดรับจำนำข้าวทุกเม็ดในมือเกษตร ด้วยราคาที่ชัดเจน 1.5 หมื่นบาทต่อตัน หรือเป็นการกำหนดราคาขั้นต่ำให้เกษตรกร ขณะที่การประกันรายได้เป็นการประมาณการปริมาณผลผลิตต่อไร่บวกกำไรให้เกษตรกร หรือในราคาตันละ 1 หมื่นบาท ถือเป็นการกำหนดราคาขั้นสูง และพรรคเพื่อไทยยังให้เครดิต 70% แก่เกษตรกรเพื่อนำไปซื้อปัจจัยทางการเกษตรมาผลิตสินค้า ต่างจากระบบประกันที่เกษตรกรไม่ต้องมีข้าวก็มารับส่วนต่างราคาเมื่อเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ แต่โครงการจำนำต้องมีเม็ดข้าวหรือระบบสอนให้เกษตรกรต้องหาปลาถึงจะมีกินนายวัฒนา กล่าวว่า แม้ว่าระบบประกันรายได้จะประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรในกรณีที่เกิดภัยแล้ง ผลผลิตเสียหาย หรือปลูกข้าวหรือไม่ปลูกก็จะชดเชยส่วนต่างราคาจากราคาอ้างอิงและราคาประกันกว่า 2,000 บาทต่อตัน แต่ระบบจำนำจะชดเชยให้ถึง 4,000 บาทต่อตัน กรณีที่ผลผลิตเสียหาย ดังนั้นจึงมองว่าระบบจำนำจะช่วยเหลือเกษตรกรได้มากกว่า และเมื่อรวมกับภาคการส่งออกข้าวที่คาดว่าจะทำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น 1.2 แสนล้านบาท จากต้นทุนจำนำ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งไม่ถือว่าทำให้ต้นทุนแพง เพราะพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าสามารถผลักดันให้ตลาดโลกยอมรับในราคาส่งออกข้าวด้วยต้นทุนนี้ได้ ส่วนการทุจริตในโครงการแทรกแซงมองว่าทั้งสองระบบก็คงมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวใกล้เคียงกัน แต่วิธีการที่จะให้ประโยชน์ตกไปถึงเกษตรกรมากสุดอาจต่างกันเท่านั้น อีกทั้งการอุดหนุนเกษตรกรด้วยการจ่ายเงินโดยตรงอาจผิดระเบียบองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ที่ให้การอุดหนุนได้ไม่เกินปีละ 1.9 หมื่นล้านบาทl
นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมฯ จะร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวกับข้าวอีก 4 สมาคม คือ ข้าวถุง โรงสี ส่งออก และหอการค้าไทย จัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทย เพื่อเสนอรัฐบาลใหม่หลังจากนี้ โดยชาวนาเห็นว่าไม่มีพรรคไหนให้ความสำคัญกับนโยบายการดูแลชาวนาให้เติบโตอย่างยั่งยืน







