
แนะนำเก็บหุ้นดีราคาถูก
ท่ามกลางการปรับตัวลงของตลาด
ท่ามกลางการปรับตัวลงของตลาด
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
เนื่องจากความกังวลทางการเมืองและเงินนอกไหลออกจากตลาดหุ้น โบรกเกอร์ในประเทศเริ่มให้คำแนะนำเก็บสะสมหุ้นดี มีโอกาสกำไรสูงและเงินปันผลสูง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำว่า เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น ซึ่งเข้าเงื่อนไข ดังนี้
ประการแรก ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 11 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับ P/E ตลาด
ประการที่สอง กำไรต่อหุ้นปกติที่เติบโตอย่างน้อย 20% ในปี 2554 และ 15% ในปี 2555
ประการที่สาม ให้อัตราผลตอบแทนปันผลอย่างน้อย 4% ใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้น ซึ่งหุ้นเหล่านี้คือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) (ราคาปรับตัวลงแรง ลดลงจากระดับสูงสุดในปีนี้ 14%) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) (ลดลง 14%) บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) (ลดลง 17%) บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) (ลดลง 12%) บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) (ลดลง 12%) บริษัท เอสวีไอ (SVI) (ลดลง 5%) และบริษัท จีเอฟพีที (GFPT) (ลดลง 6%)
ตลาดรับรู้ปัจจัยทางการเมืองมากน้อยแค่ไหนแล้ว?
เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และกำไรที่คาดว่าจะเติบโต 34% ในปีนี้ การปรับตัวลงของตลาดจึงมีสาเหตุหลักจากความกังวลในเรื่องการเมือง
บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า หากสมมติฐานให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในประมาณการกำไร ซึ่งดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,300 จุด ดัชนีปัจจุบันที่ 1,000 จุด นี้หมายความว่า Market Risk Premium จะต้องเพิ่มขึ้น 2.4% ซึ่งเป็นระดับสูงกว่าในอดีตที่เป็นช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ที่ 0.52% สำหรับในแง่ของกำไร หากให้ดัชนีที่ 1,000 จุด เป็นระดับที่เหมาะสม อัตราการเติบโตของกำไรน่าจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 5% (ซึ่งไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก) จากประมาณการปัจจุบันที่ 34%
ขณะที่ในด้านของ P/E ปัจจุบัน ดัชนีหุ้นไทยซื้อขายที่ P/E ที่ 11.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ 12 เท่าแล้ว และถ้าหากต้องการให้ P/E ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในอดีตที่ 89 เท่า ในปี 2555 ดัชนีน่าจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 870 จุด แต่ระดับ P/E ที่ต่ำสุดในอดีตนั้นมีสาเหตุมาจากการเกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลกหรือในภูมิภาค มากกว่าที่จะมีสาเหตุมาจากการเมืองในประเทศ ทางเลือกที่ดีที่สุดในการลงทุนในช่วงที่มีความเสี่ยงทางการเมือง
ถึงแม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การลงทุนในตลาดไทยนั้นไม่เสี่ยงมากนัก ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของตลาดที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยมีอัตราการเติบโตของกำไรมากกว่า 30% และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 18%
บล.ธนชาต มีมุมมองว่า ทางที่ดีที่สุดในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง คือ การลงทุนใน 3 จาก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ การลงทุนในกลุ่มค้าปลีก บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) กลุ่มเกษตรและอาหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟร์เซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) และกลุ่มโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ซึ่งทั้งสามกลุ่มมีเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง
นอกจากนี้ ไม่ว่ารัฐบาลใดที่เข้ามามีอำนาจ ก็ไม่น่าจะทำลายเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงรายได้ของชนชั้นกลาง ตราบใดที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรยังคงยืนอยู่ในระดับสูง และรัฐบาลน่าจะเน้นนโยบายประชานิยม ซึ่งส่งผลบวกต่อการบริโภคปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ
“เรายังคงมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเหมือนเดิม และเรายังคงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในช่วงการเติบโตไปอีกหลายปี แต่เราปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อขึ้นจาก 3.3% เป็น 4% ในปีนี้ และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.25% เป็น 3.50%”
อีกทั้งยังปรับลดตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ลง เพื่อสะท้อนผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปีนี้ โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยประมาณการ GDP อยู่ที่ 4.6% ในปี 2554 (จาก 4.8%) และ 4.4% ในปี 2555 (จาก 4.5%) เพื่อสะท้อนผลจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
หุ้นถูกปันผลสูง
ด้านนักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำซื้อและมีมูลค่าจูงใจ โดยมี P/E ปี 2554-2555 ต่ำกว่า 10 เท่า รวมทั้งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 7% ประกอบด้วย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟร์ (CSL) บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) บริษัท เคซีอีอี เลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) และ LPN







