posttoday
แนะนำเก็บหุ้นดีราคาถูก

แนะนำเก็บหุ้นดีราคาถูก

17 มิถุนายน 2554

ท่ามกลางการปรับตัวลงของตลาด

ท่ามกลางการปรับตัวลงของตลาด

โดย..เจียรนัย อุตะมะ

เนื่องจากความกังวลทางการเมืองและเงินนอกไหลออกจากตลาดหุ้น โบรกเกอร์ในประเทศเริ่มให้คำแนะนำเก็บสะสมหุ้นดี มีโอกาสกำไรสูงและเงินปันผลสูง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำว่า เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น ซึ่งเข้าเงื่อนไข ดังนี้

ประการแรก ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 11 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับ P/E ตลาด

ประการที่สอง กำไรต่อหุ้นปกติที่เติบโตอย่างน้อย 20% ในปี 2554 และ 15% ในปี 2555

ประการที่สาม ให้อัตราผลตอบแทนปันผลอย่างน้อย 4% ใกล้เคียงกับอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้น ซึ่งหุ้นเหล่านี้คือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) (ราคาปรับตัวลงแรง ลดลงจากระดับสูงสุดในปีนี้ 14%) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) (ลดลง 14%) บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) (ลดลง 17%) บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) (ลดลง 12%) บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) (ลดลง 12%) บริษัท เอสวีไอ (SVI) (ลดลง 5%) และบริษัท จีเอฟพีที (GFPT) (ลดลง 6%)

ตลาดรับรู้ปัจจัยทางการเมืองมากน้อยแค่ไหนแล้ว?

เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และกำไรที่คาดว่าจะเติบโต 34% ในปีนี้ การปรับตัวลงของตลาดจึงมีสาเหตุหลักจากความกังวลในเรื่องการเมือง

บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า หากสมมติฐานให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในประมาณการกำไร ซึ่งดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,300 จุด ดัชนีปัจจุบันที่ 1,000 จุด นี้หมายความว่า Market Risk Premium จะต้องเพิ่มขึ้น 2.4% ซึ่งเป็นระดับสูงกว่าในอดีตที่เป็นช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ที่ 0.52% สำหรับในแง่ของกำไร หากให้ดัชนีที่ 1,000 จุด เป็นระดับที่เหมาะสม อัตราการเติบโตของกำไรน่าจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 5% (ซึ่งไม่สมเหตุสมผลอย่างมาก) จากประมาณการปัจจุบันที่ 34%

ขณะที่ในด้านของ P/E ปัจจุบัน ดัชนีหุ้นไทยซื้อขายที่ P/E ที่ 11.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ 12 เท่าแล้ว และถ้าหากต้องการให้ P/E ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในอดีตที่ 89 เท่า ในปี 2555 ดัชนีน่าจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 870 จุด แต่ระดับ P/E ที่ต่ำสุดในอดีตนั้นมีสาเหตุมาจากการเกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลกหรือในภูมิภาค มากกว่าที่จะมีสาเหตุมาจากการเมืองในประเทศ ทางเลือกที่ดีที่สุดในการลงทุนในช่วงที่มีความเสี่ยงทางการเมือง

ถึงแม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การลงทุนในตลาดไทยนั้นไม่เสี่ยงมากนัก ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของตลาดที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยมีอัตราการเติบโตของกำไรมากกว่า 30% และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 18%

บล.ธนชาต มีมุมมองว่า ทางที่ดีที่สุดในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง คือ การลงทุนใน 3 จาก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ การลงทุนในกลุ่มค้าปลีก บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) กลุ่มเกษตรและอาหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟร์เซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) และกลุ่มโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ซึ่งทั้งสามกลุ่มมีเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง

นอกจากนี้ ไม่ว่ารัฐบาลใดที่เข้ามามีอำนาจ ก็ไม่น่าจะทำลายเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงรายได้ของชนชั้นกลาง ตราบใดที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรยังคงยืนอยู่ในระดับสูง และรัฐบาลน่าจะเน้นนโยบายประชานิยม ซึ่งส่งผลบวกต่อการบริโภคปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ

“เรายังคงมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเหมือนเดิม และเรายังคงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในช่วงการเติบโตไปอีกหลายปี แต่เราปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อขึ้นจาก 3.3% เป็น 4% ในปีนี้ และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.25% เป็น 3.50%”

 อีกทั้งยังปรับลดตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ลง เพื่อสะท้อนผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปีนี้ โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยประมาณการ GDP อยู่ที่ 4.6% ในปี 2554 (จาก 4.8%) และ 4.4% ในปี 2555 (จาก 4.5%) เพื่อสะท้อนผลจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

หุ้นถูกปันผลสูง

ด้านนักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำซื้อและมีมูลค่าจูงใจ โดยมี P/E ปี 2554-2555 ต่ำกว่า 10 เท่า รวมทั้งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 7% ประกอบด้วย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟร์ (CSL) บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) บริษัท เคซีอีอี เลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) และ LPN


 

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ