
ต้องปฏิรูปภาษีสู้ต่างชาติ
นายเกษมสันต์ กล่าวว่า พรรคมีนโยบายปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมและใกล้เคียงกับต่างประเทศ
นายเกษมสันต์ กล่าวว่า พรรคมีนโยบายปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมและใกล้เคียงกับต่างประเทศ
เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียนในปี 2558 และสร้างความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากปัจจุบันไทยเก็บภาษีนิติบุคคลสูง 30% ในขณะที่สิงคโปร์เก็บอัตรา 18% อีกทั้งไทยต้องพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขัน ซึ่งจากการศึกษาของธนาคารโลกระบุว่าไทยต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทัดเทียมมาตรฐานประเทศที่พัฒนาแล้ว จะต้องใช้เงินลงทุนอีก 5.5 ล้านล้านบาทใน 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่ไทยมีเงินลงทุนเพียงปีละ 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังมีความต้องการใช้เงินสูง
แนวทางการหารายได้รัฐนั้นควรมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาปรับโครงสร้างภาษีใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี จากปัจจุบันที่จัดเก็บได้ประมาณ 16% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 21% ของจีดีพี หรือเพิ่มจาก 1.6 ล้านล้านบาท เป็น 2.1 ล้านล้านบาท ทำให้มีรายได้เพิ่ม 5 แสนล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษี
นอกจากนี้ พบว่ามีช่องโหว่ในการจัดรายได้จัดเก็บภาษีหายไป 5 แสนล้านบาท จากความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บ เช่น ภาษีนิติบุคคล เก็บอัตรา 30% แต่ความเป็นจริงจัดเก็บได้ 23% และการหลบเลี่ยงภาษีโดยการทำบัญชีขาดทุนมีประมาณ 11.7 แสนราย ซึ่งหากจัดการในส่วนเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพน่าจะมีรายได้เข้ามาเพิ่มหลักแสนล้านบาทเช่นกัน
พรรคชาติไทยพัฒนาจึงเสนอให้ทำ คือ 1.พิจารณาเงื่อนไข การส่งเสริมของการลงทุนของบีโอไอใหม่ ว่าควรจะใช้มาตรการทางภาษีจูงใจอยู่ต่อไปหรือไม่ 2.การลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าไม่เว้นภาษีเหมือนในปัจจุบันจะมีอะไรเป็นตัวดึงดูดการลงทุนแทน และ 3.การจัดการกับบริษัทที่ไม่ยอมจ่ายภาษีจะดำเนินการอย่างไร ให้ 11.7 แสนบริษัทเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้องอย่างไร โดยต้องพิจารณาปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลที่ 30% ซึ่งเก็บจริงที่ 23% ภาษีบุคคลธรรมดาอัตราเก็บ 37% เก็บได้จริง 5% ต้องทำให้คนที่อยู่ในฐานการจ่ายภาษีประมาณ 9 ล้านคน แต่จ่ายภาษีจริงแค่ 2 ล้านคนใหม่ ให้คนอีก 7 ล้านคน ที่ยังไม่ได้จ่ายภาษี ให้กลับมาจ่ายภาษี
ที่สำคัญ อัตราภาษีใหม่ต้องปรับปรุงให้ง่ายและใกล้เคียงกับต่างประเทศ จูงใจให้คนกลับมาเสียภาษีที่เป็นธรรมกับทุกคนมากขึ้น ไม่ใช่เกิดความไม่เป็นธรรมเช่นในปัจจุบัน ยกตัวอย่างกรณีคนมีเงินเดือน 1 แสนบาท แต่มีความรู้ในการบริหาร การนำเงินไปลงทุน สามารถลดภาษีได้ไม่ต้องจ่ายภาษีเลย กรณีคนเงินเดือน 3 หมื่นบาท แต่ลงทุนซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีสักบาท แต่กรณีที่อีกคนรายได้ 3 หมื่นบาทต่อเดือนเช่นกัน แต่ไม่มีความรู้ในการบริหาร ไม่หักลดหย่อน ไม่ลงทุนซื้ออะไรเก็บเงินไว้เฉยๆ แต่สิ้นปีต้องจ่ายภาษีถึง 1.2 หมื่นบาท ซึ่งดูไม่เป็นธรรม
ขณะเดียวกันจะต้องสร้างแรงจูงใจให้คนกลับมาเสียภาษีก็ควรคิดอัตราง่ายๆ ให้จ่ายได้จริง และมีความยุติธรรมขึ้น เช่น อาจจะให้คิดภาษีจากฐานการทำบัตรประชาชน 10% ของรายได้ หรือบริษัทเล็กหรือใหญ่ให้จัดเก็บอัตราเท่ากันไปเลย ใช้กำไรเป็นฐานในการคิด เป็นต้น
นอกจากนี้ ต้องเดินหน้านโยบายการคลังสมดุลตามแผนในปี 2557 ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้การทำงานของหน่วยงานทางเศรษฐกิจอย่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับมือเดินไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นด้วย







