
จี้รัฐสร้างวัฒนธรรมอาหารไทย นำร่องร้านต้นแบบตะลุยญี่ปุ่น
กระแสการรับประทานอาหารญี่ปุ่น เกาหลี และอีกหลายประเทศ
กระแสการรับประทานอาหารญี่ปุ่น เกาหลี และอีกหลายประเทศ
โดยเฉพาะร้านอาหารจานด่วน (ฟาสต์ฟู้ด) แถบตะวันตก ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยคนไทยได้ถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของแต่ละชาติอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ขณะที่อาหารไทยกลับไม่มีวัฒนธรรมที่ชัดเจน โดย ปวรวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เล่าว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมอาหารไทยให้มีความชัดเจน เช่น การใช้ช้อนส้อม การสร้างมาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัยของอาหารที่ปรุงสำเร็จ เพื่อต่อยอดเป็นจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย จูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว รวมถึงส่งเสริมให้ร้านอาหารไทยโกอินเตอร์ได้อย่างมีรูปแบบมาตรฐานที่ชัดเจน
“ภาครัฐหลงลืมไปว่าไม่มีการจัดระเบียบเรื่องของร้านอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมการรณรงค์ในเรื่องวัฒนธรรมการทานอาหารแบบไทยๆ ควบคู่ด้วย” ปวรวรรณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สมาคมได้จัดทำร้านอาหารต้นแบบที่ได้มาตรฐานใน 4 ประเภท ได้แก่ ร้านข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และส้มตำ โดยวางมาตรฐานตั้งแต่การปรุงอาหาร การจัดรูปแบบร้าน อุปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้ทุกขั้นตอนได้มาตรฐานสากล โดยในเฟสแรกได้ใช้งบประมาณ 8 ล้านบาท ส่งเสริมร้านต้นแบบ 40 ร้านค้า ส่วนเฟส 2 ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554-ส.ค. 2555 เตรียมใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท ส่งเสริมร้านต้นแบบอีก 120 ร้านค้าทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ทางสมาคมยังได้รับความร่วมมือจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ในการผลักดันร้านต้นแบบอาหารจานด่วนใน 4 ประเภทที่สมาคมดำเนินการ เพื่อไปเปิดตลาดประเทศญี่ปุ่น โดยเตรียมนำร่องเข้าไปยังฟู้ดเซ็นเตอร์ในห้างสรรพสินค้าอิอน จำนวน 30 แห่งในปีนี้
การเปิดตลาดญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก เนื่องจากเป็นการตกลงเปิดเสรีการค้าอาเซียน รวมถึงเป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เชื่อว่าจะทำให้ได้รับการผลักดันอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน สมาคมยังร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รับนโยบายการจัดทำเมนูอาหาร 25-30 บาท เฉลี่ยร้านละ 10 เมนู เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค เบื้องต้นได้ขอความร่วมมือกับสมาชิกจำนวน 1,000 ราย โดยมองว่ารัฐบาลต้องมุ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารมากกว่าการทำให้ราคาอาหารถูก ซึ่งอาหารที่ได้คุณภาพมาตรฐานควรมีราคาเฉลี่ยที่ 50 บาทต่อจาน
ด้าน สุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า โครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุนเอฟทีเอ) ได้อนุมัติความช่วยเหลือแก่สมาคมภัตตาคารไทยในการปรับตัวและพัฒนาร้านอาหารไทยต้นแบบ เพื่อแข่งขันกับร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านฟาสต์ฟู้ดจากตะวันตกที่ขณะนี้ได้มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้า
ปัจจุบันร้านอาหารญี่ปุ่นได้มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยหลังจากการเปิดเสรีทางการค้าไทยญี่ปุ่น ทางเจโทรได้สนับสนุนให้คนญี่ปุ่นเข้ามาตั้งร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ซึ่งล่าสุดมีร้านอาหารญี่ปุ่นเกิดขึ้นแล้วมากถึง 660 แห่ง และตั้งเป้าให้ร้านอาหารเหล่านี้นำเข้าวัตถุดิบในการปรุงอาหารจากญี่ปุ่นโดยตรงด้วย
ประกอบกับการเปิดเสรีในภาคบริการด้านโรงแรม จะทำให้ร้านอาหารรูปแบบต่างๆ มาเปิดบริการในโรงแรม รวมถึงร้านฟาสต์ฟู้ดในแบบตะวันตกที่เข้ามาขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในไทย โดยกระจายตัวไปตามศูนย์การค้าทั้งในเขตกรุงเทพฯ เมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต รวมทั้งกำลังขยายตัวไปยังจังหวัดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้กระทบต่อการเปิดของร้านอาหารไทย
ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการร้านอาหารไทยได้แต่คาดหวังว่า ภายหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่จะหันมาใส่ใจจัดระเบียบแบบแผนการประกอบธุรกิจร้านอาหารมากขึ้น เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับคนไทย







