posttoday
โรงสีตัวการข้าวเพื่อนบ้านทะลักไทย

โรงสีตัวการข้าวเพื่อนบ้านทะลักไทย

10 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

 

หลังจากรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายแทรกแซงราคาข้าวจากการรับจำนำมาเป็นประกันราคา แต่ก็ยังคงตั้งราคาประกันไว้ค่อนข้างสูง ส่งผลให้การลักลอบนำเข้าข้าวจากเพื่อนบ้านปะทุหนักขึ้นตามจุดผ่านแดนเลาะขอบชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ

แค่เดือนม.ค.ที่ผ่านมาเพียงเดียวเดียว ไทยสามารถจับกุมการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เฉพาะข้าวเปลือกปริมาณพุ่งมาอยู่ที่ 7.67 หมื่นกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 4.69 แสนบาท

ตามมาด้วยการจับกุมข้าวสารอีก 1.30 หมื่นกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 1.07 แสนบาท ส่วนใหญ่เป็นข้าวจากประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้เฉลี่ยจับกุมได้แต่ละเดือนมูลค่าจะอยู่ที่กว่าแสนบาทเท่านั้น

กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงถึงสาเหตุว่ามาจาก 2 ปัจจัย คือ โครงการประกันราคา กำหนดราคาข้าวแต่ละชนิดไว้สูงมาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิตันละ 1.41.5 หมื่นบาทขึ้นไป

เอกชนจึงนำพันธุ์ไปให้คนกัมพูชาปลูกในพื้นที่ติดกับชายแดนไทย แล้วลอบนำเข้ามาสวมสิทธิโครงการประกัน

แม้ว่าข้าวหอมมะลิไทยจะมีการรับรองแหล่งกำเนิดว่า ต้องเป็นข้าวที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดอีสานเท่านั้น แต่ในทางกายภาพ หากนำพันธุ์ออกไปปลูกนอกประเทศไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นข้าวจากที่ใด

ปัจจัยสอง ราคาของไทยสูงกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้มีการลักลอบนำเข้าข้าวมาผสม หรือสวมสิทธิโครงการของรัฐ โดยราคาข้าวเปลือกกัมพูชาอยู่ที่ตันละ 7,000 บาท แต่ของไทยขั้นต่ำตันละ 1 หมื่นบาท

แรงจูงใจทั้งสองด้าน ทำให้โรงสีในพื้นที่ลอบนำเข้าเพื่อทำกำไร อีกทั้งกัมพูชามีความจำเป็นต้องขายข้าวผ่าน 2 ประเทศ คือเวียดนาม และไทย เนื่องจากมีผลผลิตมากกว่าการบริโภค โดยกัมพูชาปลูกข้าวปีละ 7 ล้านตัน บริโภคภายใน 5 ล้านตัน ที่เหลือ 2 ล้านตันส่งออก

หากส่งออกผ่านเวียดนามได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไทยต้องลักลอบนำเข้า เพราะมีมาตรการป้องกันการนำเข้า

นอกเหนือจากกัมพูชาแล้ว พื้นที่ติดกับชายแดนพม่าก็มีการนำเข้าผ่านชาวกะเหรี่ยงที่ปลูกข้าวตามแนวตะเข็บชายแดนภูเขา แต่มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ขณะที่ชายแดนติดมาเลเซีย จะเป็นลักษณะมาเลเซียลอบนำเข้า เพราะผลผลิตไม่พอบริโภค

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจับกุมที่มากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าเป็นผลจากอาฟตาด้วยหรือไม่ คงต้องรอเก็บรวบรวมข้อมูลอีกระยะ เพื่อประมวลผล หลังจากที่เปิดอาฟตา ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าการลักลอบนำเข้าข้าวจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับราคาข้าวเป็นหลัก หากราคาข้าวไทยยังคงแตกต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน การลักลอบนำเข้าก็ยังคงเกิดขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะเลิกใช้ระบบโครงการรับจำนำมาเป็นโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรแล้วก็ตาม เพราะหากราคายังเป็นแรงจูงใจให้มีการลักลอบนำเข้าเพื่อมาทำกำไร ปัญหาดังกล่าวก็คงแก้ได้ยาก หรือทำได้ดีสุดก็คือเพิ่มมาตรการให้มีการลักลอบนำเข้าได้ยาก เพื่อให้การลักลอบนำเข้าลดปริมาณลงให้เหลือน้อยสุด

กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การลักลอบที่ผ่านมาจะเป็นการนำเข้าข้าวเปลือก ซึ่งตรวจสอบได้ยาก ทำให้โรงสีนำมาสีแปรรวมกับข้าวไทย

ข้าวสารที่ได้จึงมีเมล็ดสั้นที่เป็นข้าวเพื่อนบ้าน ปนกับข้าวเมล็ดยาวของไทย ทำให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนสูงขึ้นจากการได้เนื้อข้าวที่น้อยลง เพราะต้องนำมาปรับปรุงคัดข้าวเมล็ดสั้นออกไปให้ได้มาตรฐานส่งออก ที่สำคัญส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ข้าวไทยด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้มงวดและแก้ปัญหาให้เร็วแต่เชื่อว่าการเปิดเสรีข้าวอาฟตา คงไม่มีผลทำให้การลักลอบนำเข้าข้าวเข้ามามากไปจากเดิม เพราะข้าวอาฟตาได้มีการกำหนดมาตรการให้นำเข้าเฉพาะปลายข้าว ทำให้ยังคงเกิดการลักลอบอยู่ แต่ปริมาณไม่น่าจะเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลเปลี่ยนมาใช้ระบบประกันรายได้”นางสาวกอบสุข กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ