
วิริยะฯรับทรัพย์ยอดขายรถโต
5เดือนแรกยอดพุ่ง7พันล้านโต16%สูงกว่ายอดทั้งระบบ
5เดือนแรกยอดพุ่ง7พันล้านโต16%สูงกว่ายอดทั้งระบบ
ตลาดรถยนต์เดือด วิริยะฯ รับเบี้ย 5 เดือน กว่า 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%
นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย เปิดเผยว่า 5 เดือนแรกของปีนี้ เบี้ยรับประกันของบริษัทยังเติบโตน่าพอใจ โดยมีเบี้ยรับกว่า 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 16% จากงวดเดียวกัน ถือว่าโตสูงกว่าอุตสาหกรรมประกันภัยทั้งระบบที่เพิ่มขึ้นประมาณ 12%
ทั้งนี้ หากไม่มีปัญหาเรื่องบริษัทรถญี่ปุ่นยี่ห้อโตโยต้า ฮอนด้า ที่ต้องหยุดกำลังการผลิตในช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. ธุรกิจจะเติบโตมากกว่านี้
“เบี้ยประกันภัยรถยนต์ลดลงเกือบ 10% เฉพาะรถยนต์ป้ายแดงงานลดลงถึง 30% แม้ว่าพอร์ตส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรถนิสสัน ซึ่งนิสสันก็ได้รับผลกระทบต่อการผลิตรถของเขาประมาณ 10% และทางฟอร์ด เชฟโรเลต แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น แต่ก็ทำให้ภาพรวมของประกันภัยรถยนต์ลดลงในช่วงที่ผ่านมา” นายกฤตวิทย์ กล่าว
บริษัท วิริยะฯ จะมีส่วนแบ่งฐานลูกค้าประกันรถยนต์เกือบทุกยี่ห้อสูงอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับบริษัทประกันภัยอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งขณะนี้นิสสันเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และทางฮอนด้าไม่มีปัญหาขาดแคลนอะไหล่ รวมถึงโตโยต้าเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว คาดว่าจะทำให้ปริมาณรถยนต์เข้าสู่ตลาดและจำหน่ายได้อย่างรวดเร็ว เพราะความต้องการซื้อรถยนต์ในท้องตลาดยังมีสูง เพียงแต่มีปัญหาจำนวนรถไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะทำให้ยอดขายประกันรถยนต์เพิ่มขึ้นเช่นกันโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับตลาดประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ ที่นายอานนท์ โอภาสพิมลธรรม ผู้บริหารที่ดูแลด้านนี้ลาออกไป ไม่กระทบต่อการทำตลาดของบริษัท เพราะผู้ที่รับผิดชอบสูงสุดในสายงานด้านนี้คือนายประสาน นิลมานัตต์ ยังคงเดินหน้าพัฒนาแบบประกันใหม่ๆ ร่วมกับตัวแทน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชน
โดยเฉพาะฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์ของบริษัทที่ยังไม่มีการทำประกันภัยแบบอื่นๆ ยังมีอีกมาก กระจายอยู่ทั่วประเทศ คาดว่าจะมีแบบประกันใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง“การประชุมของฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ กำลังคิดจะออกแบบประกันภัยที่คุ้มครองตั้งแต่เกิดจนตาย คุ้มครองทุกช่วงวัยอยู่ ซึ่งจะทำให้การเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คาดว่า 6 เดือนแรกเบี้ยประกันที่ไม่ใช่รถยนต์หรือนันมอเตอร์จะโตประมาณ 25%” นายกฤตวิทย์ กล่าว
ทางด้านปัจจัยที่น่าเป็นห่วงในช่วงครึ่งปีหลังคือ การเมืองหลังเลือกตั้ง หากเกิดความไม่สงบเกิดขึ้นจะกระทบกับทุกธุรกิจ อาจจะทำให้เศรษฐกิจทรุดได้ ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกแม้จะมีปัญหา แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเท่ากับปัจจัยภายในประเทศ ที่จะกระทบกับความเชื่อมั่นอย่างแรงหากการเมืองสงบ และมีการปฏิบัติตามนโยบายหาเสียงที่จะทำให้รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้น และ พืชผลของเกษตรกรไม่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ รายได้ต่อหัวจะเพิ่มขึ้น กำลังบริโภคในทุกภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ธุรกิจประกันภัยเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15%







