posttoday
ครม.ไฟเขียวแก้กม.คุมค่ารักษาโรคขรก.

ครม.ไฟเขียวแก้กม.คุมค่ารักษาโรคขรก.

10 กุมภาพันธ์ 2553

โพสต์ทูเดย์ — ครม.อนุมัติปรับปรุงแก้ไข พ.ร.ฎ.ค่ารักษาพยาบาล คุมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลครอบครัวข้าราชการ

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ก.พ. 2553 คณะรัฐมนตรีได้มีมติยืนยันร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับการให้บริการทางการแพทย์และระบบประกันสุขภาพอื่นและเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของรัฐ

ทั้งนี้ การเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงการคลังเห็นว่า การเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการในปัจจุบันโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เกษียณอายุราชการมีการเบิกจ่ายสูงมาก ทำให้การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 6.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2552 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 70,565 ล้านบาท ในปี 2553 เพิ่มเป็น 105,220 ล้านบาท และสูงถึง 156,623 ล้านบาท ในปี 2563 เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้กับราชการผ่านกองทุนประเภทต่างๆ เช่น กองทุนประกันสังคม ในการรักษาพยาบาลปัจจุบันที่ 2 แสนล้านบาทต่อปี จะเพิ่มเป็น 5 แสนล้านบาทใน 10 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง จึงต้องแก้ไขพระราชกฤษฎีกาค่ารักษาพยาบาล ปี 2523 รวมถึงกำหนดมาตรการต่างๆ ควบคุมค่าใช้จ่ายให้เกิดความเหมาะสม เช่น กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ข้าราชการและบุคคลในครอบครัวหากทำประกันสุขภาพจะต้องเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกัน โดยห้ามเบิกจ่ายจากกรมบัญชีกลาง

ดังนั้น จึงต้องแก้ไขให้ข้าราชการและบุคคลในครอบครัวที่ทำประกันสุขภาพสามารถเบิกจ่ายทั้งจากบริษัทประกัน และกรมบัญชีกลาง โดยเบิกได้ทั้ง 2 ทาง รวมกันไม่เกินค่าใช้จ่ายจริง การแก้ไขให้ข้าราชการเบิกจ่าย ในการบำรุงรักษาดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อไม่ต้องใช้เงินรักษาพยาบาลจำนวนมากเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บในยามชรา

สำหรับการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ทำให้ข้าราชการรักษาพยาบาลรักษาโรงพยาบาลเอกชนได้ จากเดิมให้รักษาเฉพาะกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ การแก้ไขการขยายสิทธิของบุคคลในครอบครัวสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ถึงแม้ว่าผู้มีสิทธิจะเสียชีวิตแล้วก็ตาม จากเดิมที่หากผู้มีสิทธิเสียชีวิตจะไม่สามารถเบิกจ่ายได้ โดยการแก้ไขกฎหมายและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาทำประกันชีวิตเพิ่มขึ้นจะต้องหารือกับสมาคมฯ ในกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อนำไปสู่การดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ เงินฝากประจำสินเคหะ เงินฝากประจำและตั๋วสัญญาใช้เงินประเภท 1 ปี และ 2 ปี ลดลงอีก 0.25 0.50% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษเฉพาะกลุ่มลูกค้าทั่วไป จากเดิม 1.25% ปรับลดเหลือ 1.00% เงินฝากประจำสินเคหะ จากเดิม 1.75% ปรับลดเหลือ 1.50% ด้านเงินฝากประจำและตั๋วสัญญาใช้เงินประเภท 1 ปี จากเดิม 1.75% ปรับลดเหลือ 1.50% ส่วนเงินฝากประจำและตั๋วสัญญาใช้เงินประเภท 2 ปี จากเดิม 2.50% ปรับลดเหลือ 2.00% ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-645-9000

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล