
10หุ้นชอร์ตหนัก
เผยรายชื่อ 10 หุ้นใหญ่ถูกขายชอร์ตหนัก BBL ช้ำสุด 3 วันร่วม 258 ล้านบาท
เผยรายชื่อ 10 หุ้นใหญ่ถูกขายชอร์ตหนัก BBL ช้ำสุด 3 วันร่วม 258 ล้านบาท
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 มิ.ย.-10 มิ.ย.) นักลงทุนต้องอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างยิ่ง เพราะดัชนีดิ่งลงอย่างรุนแรง 3.54% หรือ 37 จุด จากฝีมือนักลงทุนต่างชาติทิ้งกว่า 17,659 ล้านบาท และหากเทียบกับยอดสูงสุดรอบนี้ที่ 1,113 จุด เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ดัชนีตกต่ำเกือบ 100 จุด หรือราว 10% หนักที่สุดเป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่จีน
สาเหตุที่ตลาดหุ้นร่วงลงแรง โดยเฉพาะในวันที่ 7-9 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนมีการยืมหุ้นไปขายล่วงหน้า (ชอร์ตเซล) ทั้งสิ้น 67 หลักทรัพย์คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,039.72 ล้านบาท
ส่วนหุ้นที่ถูกยืมไปขายล่วงหน้ามากที่สุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ถูกยืมไปขายด้วยมูลค่ารวม 258.16 ล้านบาท หรือสัดส่วน 3.47% เทียบกับปริมาณการซื้อขายบนกระดานหลัก
2.บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ขายชอร์ตมูลค่า 97.39 ล้านบาท 3.บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) มูลค่า 80.48 ล้านบาท 4.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 61.50 ล้านบาท 5.บริษัท ปตท. (PTT) มูลค่า 57.32 ล้านบาท
6.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มูลค่า 45.45 ล้านบาท 7.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) มูลค่า 30.13 ล้านบาท 8.บริษัท บ้านปู (BANPU) มูลค่า 26.49 ล้านบาท 9.บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) มูลค่า 25.83 ล้านบาท และ 10.บริษัท จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) มูลค่า 24 ล้านบาท
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่าตลาดหลักทรัพย์มองเป้าหมายในการขยายเวลาซื้อขายหลักทรัพย์ผิดพลาดไป ซึ่งเดิมคาดว่าน่าจะช่วยเพิ่มผู้ลงทุนกลุ่มสถาบันต่างชาติ แต่ภายหลังจากได้รับฟังข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) แล้วเห็นว่าการเพิ่มเวลาซื้อขายไม่ได้ช่วยเพิ่มการซื้อขายของนักลงทุนกลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์น่าจะเป็นกลุ่มผู้ลงทุนรายบุคคล และกลุ่มผู้ลงทุนที่ซื้อขายผ่านระบบ DMA (Direct Market Access) เช่นระบบอินเทอร์เน็ต แต่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติง) ไม่ได้เพิ่ม เนื่องจากกลุ่มนี้มักจะมีการส่งออร์เดอร์และตัดสินใจล่วงหน้าอยู่แล้ว
“ถือเป็นเรื่องดีที่ได้มีการพูดคุยกันก่อน แต่ขณะนี้คงต้องรอคำตอบจากโบรกเกอร์ ซึ่งจะทราบภายในไตรมาส 3 นี้ คงต้องมาคุยกันว่าเราต้องการขยายนักลงทุนกลุ่มไหน”
นายจงรัก ระรวยทรง กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การขยายเวลาได้ข้อสรุปแล้วคือเพิ่มในส่วนการซื้อขายภาคเช้าและบ่าย 30 นาที แต่สมาชิกจะต้องหารือกันว่าจะขยายเวลาหรือไม่
“ขณะนี้ก็มีทั้งโบรกเกอร์ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาซื้อขาย คงให้โบรกเกอร์ไปพิจารณาว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการจะมีข้อมูลและทราบดีที่สุด แต่หากผลออกมาเห็นว่าการขยายเวลาไม่ได้ช่วยอะไร ก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนเพื่อนำไปหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์” นายจงรัก กล่าว







