
รัฐคุมราคาหมูสู้เงินเฟ้อเอกชนเตือนเลิกแทรกแซง
ยังคงเป็นประเด็นร้อนเมื่อพาณิชย์ขู่ใช้กฎหมายฟันหมูห้ามเกิน 130 บาท
ยังคงเป็นประเด็นร้อนเมื่อพาณิชย์ขู่ใช้กฎหมายฟันหมูห้ามเกิน 130 บาท
ต่อกิโลกรัม อาจทำให้คุมเงินเฟ้อไม่อยู่ หลังจากรัฐบาลเดินหน้าบีบลดราคาอาหาร เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ อาหารสำเร็จรูป หวังแก้ปัญหาของแพงพุ่ง
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ตรวจร้านขายทั่วประเทศ ถ้าพบว่าขายเกินราคาเบื้องต้นจะตักเตือน แต่ถ้ายังขายเกินราคาอีกจะใช้กฎหมายมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สาเหตุที่ต้องเร่งดูแลเนื้อหมู เพราะกลุ่มเนื้อสัตว์มีสัดส่วนในการคำนวณเงินเฟ้อ 4.43% ซึ่งส่งผลกระทบไปยังกลุ่มอาหารสำเร็จรูปที่มีสัดส่วนคำนวณเงินเฟ้อ 15.75% หากไม่ดูแลทั้งสองกลุ่มอาจทำให้เงินเฟ้อในปีนี้เกินเป้าหมายที่กำหนด 3.23.7%
นายเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ผู้ผลิตปุ๋ยจะมีการหารือถึงความเดือดร้อนจากการที่รัฐบาลให้ปรับราคาปุ๋ยเคมีเป็นรายบริษัทไม่เท่ากัน จากปกติจะกำหนดราคาแนะนำขึ้นเท่ากันทุกราย ส่วนใหญ่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากการอนุมัติปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีของกรมการค้าภายใน ซึ่งปกติเป็นการอนุมัติและกำหนดเป็นเพดานราคาแนะนำแบบเท่ากันทุกราย แต่เปลี่ยนเป็นกำหนดราคาแนะนำตามรายบริษัทที่ได้ขึ้นราคาปุ๋ยไม่เท่ากัน
ในขณะที่รัฐบาลพยายามจะควบคุมราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร แต่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ออกโรงต่อต้านการตรึงราคาสินค้า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ แต่ควรปรับให้เข้าใจทฤษฎี 2 สูง (สินค้าเกษตรสูงและเงินเดือนข้าราชการสูง) แล้วเน้นเพิ่มรายได้ให้ขึ้นทัดเทียมกัน
ทั้งนี้ มองว่าการปรับขึ้นรายได้และราคาสินค้าเกษตรต้องทำให้เหมาะสม และควบคู่กับสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น น้ำมัน ที่ดิน หรือทองคำ โดยเงินเดือนข้าราชการควรจะต้องเพิ่ม 1 เท่าตัว สินค้าเกษตรซึ่งเป็นน้ำมันบนดินควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ต้านขึ้นค่าจ้างทำธุรกิจเจ๊ง
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจจากนโยบายหาเสียงการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หากปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาทต่อวัน ในภาพรวมอาจมีธุรกิจที่ต้องปิดกิจการ 16.90% แบ่งเป็นภาคกลาง 12.28% เหนือ 27.57% ตะวันออก 0% ใต้ 30.77% และอีสาน 28.57%
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบแต่ไม่ถึงขั้นปิดกิจการมี 68.50% แบ่งเป็น ภาคกลาง 71.93% เหนือ 42.89% ตะวันออก 100% ใต้ 61.54% และอีสาน 57.14%
ขณะที่ผลกระทบจากนโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 25% ภายใน 2 ปี ในภาพรวมอาจมีธุรกิจที่ต้องปิดกิจการ 6.7% แบ่งเป็นภาคกลาง 5.26% เหนือ 0% ตะวันออก 0% ใต้ 15.38% และอีสาน 14.29%
กิจการที่ได้รับผลกระทบมากในภาพรวม แต่ไม่ถึงขั้นต้องปิดกิจการมี 42.7% แบ่งเป็นภาคกลาง 36.84% เหนือ 28.57% ตะวันออก 100% ใต้ 46.15% และอีสาน 57.14%
สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำที่สมาชิกเห็นว่าเหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 226.67 บาทต่อวัน ภาคกลาง 231.88 บาท ภาคเหนือ 223.20 บาท ตะวันออก 203.33 บาท ใต้ 209.37 บาท และอีสาน 190 บาท
ทุนไทยแห่ไปเมืองนอก
กลุ่มทุนไทยแห่ไปลงทุนเมืองนอกเพิ่มขึ้น บีโอไอเร่งศึกษามาตรการส่งเสริมไปนอกชงรัฐบาลใหม่ โดยนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า การลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 คาดว่าจะมีเม็ดเงินออกไปลงทุนประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2553 ที่มีมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากธุรกิจไทยมีความเข้มแข็งต้องการออกไปแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ ขยายตลาดและลดต้นทุนการผลิต
การลงทุนจะกระจายไปในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งประเทศในแถบแอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยกิจการที่นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศค่อนข้างหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นกิจการโรงแรม ร้านอาหาร สปา เกษตร สิ่งทอ อัญมณี และก่อสร้าง
ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ บีโอไออยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อจะเร่งนำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยคาดว่าผลการศึกษาจะเสร็จในเดือน ก.ค.ส.ค.นี้ ซึ่งจะต้องให้บอร์ดบีโอไอพิจารณาว่าควรจะมีมาตรการอะไรมาสนับสนุนการลงทุนบ้าง เช่น การตั้งกองทุนส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ การช่วยเหลือด้านภาษีโดยยกเว้นภาษี กำไรที่ได้จากการลงทุนต่างประเทศ รวมถึงการนำค่าใช้จ่ายไปศึกษาดูลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศมาลดหย่อนได้ 2 เท่า
นอกจากนี้ บีโอไออยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด การทบทวนประเภทกิจการและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในการส่งเสริมการลงทุนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบของกระทรวงการคลัง โดยสิทธิประโยชน์คงต้องปรับให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่รัฐบาลมีแนวคิดจะปรับลดลง จากขณะนี้เก็บในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ โดยอาจจะลดการยกเว้นลง
ด้านประเภทกิจการนั้นปัจจุบันบีโอไอให้การส่งเสริมอยู่ 150 ประเภทกิจการ ก็จะนำมาทบทวนปรับลดการส่งเสริมบางกิจการ หรือไม่ส่งเสริมเลย เนื่องจากมีการลงทุนในไทยมากแล้ว ขณะที่บางกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและยังไม่มีการลงทุนก็จะเพิ่มเข้ามาใหม่







