posttoday
หุ้นตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ รู้เท่าทัน..ลงทุนได้กำไร

หุ้นตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ รู้เท่าทัน..ลงทุนได้กำไร

11 มิถุนายน 2554

เคยรู้สึกไหมว่า “อยากลงทุน แต่ไม่รู้จะลงทุนอะไร” หรือเคยเป็นแบบนี้ไหม “คิดว่าหุ้นนี้น่าจะดี แต่กลายเป็นว่า ซื้อปุ๊บร่วงปั๊บ”

เคยรู้สึกไหมว่า “อยากลงทุน แต่ไม่รู้จะลงทุนอะไร” หรือเคยเป็นแบบนี้ไหม “คิดว่าหุ้นนี้น่าจะดี แต่กลายเป็นว่า ซื้อปุ๊บร่วงปั๊บ”

โดย..สวลี ตันกุลรัตน์

เรื่องแบบนี้อาจจะพอทุเลาเบาบางไปได้บ้าง ถ้าเรา “รู้เท่าทัน” ว่าในแต่ละช่วงเวลาเราควรลงทุนหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ถึงจะมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่ากัน

โชคดีได้ความรู้เรื่องนี้จาก ธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ฟินันซ่า เกี่ยวกับ “วัฏจักรเศรษฐกิจกับการลงทุน” ที่น่าจะเป็นเหมือน “คัมภีร์การลงทุน” ที่หยิบมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย 

หุ้นตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ รู้เท่าทัน..ลงทุนได้กำไร

ตามตำราทั่วๆ ไปจะจำแนกวัฏจักรเศรษฐกิจจะมีการขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไปมา แบ่งออกมาเป็น 4 ช่วง ช่วงถดถอย (หรือบางทีก็เรียกว่า ช่วงตกต่ำ) ช่วงฟื้นตัว ช่วงเฟื่องฟู (หรือช่วงรุ่งเรือง) และช่วงถดถอย แต่เป็นการถดถอยที่มีระดับเงินเฟ้อสูงร่วมด้วย โดยในแต่ละช่วงของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ จะส่งผลถึงการลงทุนของเราด้วย เพราะในแต่ละช่วงเวลา จะมีสินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนที่แตกต่างกันไป

หากจะนับจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจจากระยะถดถอย ช่วงฟื้นตัว ช่วงเฟื่องฟู และช่วงถดถอย แล้ววาดออกมาเป็นกราฟจะเห็นว่า ออกมาเป็นลูกคลื่นที่สลับกันไปเรื่อยๆ แต่โดยปกติแล้วแต่ละช่วงของเศรษฐกิจจะเวลาประมาณ 5 ปี แต่ ธีรพันธุ์ บอกว่า ถ้าเป็นยุคนี้รอบของวัฏจักรเศรษฐกิจจะเหลือแค่รอบละ 3 ปีก็เป็นได้

นอกจากนี้ แต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาค อาจจะอยู่ในช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจที่แตกต่างกันก็ได้ โดย ธีรพันธุ์ บอกว่า ในเวลานี้ประเทศจีนอยู่ในช่วงของเศรษฐกิจเฟื่องฟู ที่รัฐบาลจีนกลัวเหลือเกินว่า จะขึ้นอยู่ที่จุดสูงสุดและก้าวข้ามเส้นเข้าไปอยู่ในช่วงถดถอย ทำให้ต้องมีมาตรการออกมาเบรกความร้อนแรงที่เกิดขึ้น

ในขณะที่ประเทศไทยตามหลังประเทศจีนอยู่ห่างๆ เพราะอยู่กึ่งกลางระหว่างช่วงของการฟื้นตัวและขาข้างหนึ่งย่างเข้ามาอยู่ในโซนเฟื่องฟูเรียบร้อยแล้ว

แต่หากเป็นสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะพ้นออกมาจากช่วงถดถอย และยังไม่แน่ว่า จะสามารถโงหัวขึ้นมาจากช่วงนั้นได้อย่างเข้มแข็งได้เมื่อใด และไม่ต้องพูดถึงสำหรับทวีปยุโรป เพราะล้าหลังกว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก

ช่วงถดถอย

หลายคนอาจจะยังพอจำช่วงเวลาแบบนี้ได้ เพราะประเทศไทยเพิ่งจะผ่านช่วงเวลาเศรษฐกิจถดถอยกันมาไม่นาน โดยช่วงเวลาที่เศรษฐกิจถดถอย หรือตกต่ำ จะเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าไม่มีเงินจะซื้อสินค้าและบริการ มองไปทางไหนก็ดูจะฝืดเคืองกันไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนตาดำๆ หรือภาคธุรกิจ ขณะที่ธนาคารกลาง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการลดดอกเบี้ย ลดลงไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ

การลงทุนในช่วงเศรษฐกิจถดถอยจึงต้องมองหา “ตราสารหนี้” โดยจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลหรือจะเป็นตราสารหนี้เอกชนก็พอได้ เพียงแต่ต้องเลือกบริษัทที่ดีที่น่าจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไปได้ และที่สำคัญคือ ต้องเลือกลงทุนพันธบัตรที่มีอายุยาวสักหน่อย เพื่อล็อกผลตอบแทนเอาไว้ เพราะถ้าลงทุนระยะสั้นๆ จะต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยขาลง ยิ่งจะทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ลดลงไปเรื่อยๆ ตามดอกเบี้ยนโยบาย

“ช่วงแรกของการถดถอยยังซื้อหุ้นกู้เอกชนได้ เพราะกิจการยังดีอยู่ แต่เข้าช่วงหลังต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้” ธีรพันธุ์ กล่าว

แม้ว่าการลงทุนหุ้นในช่วงนี้จะไม่อู้ฟู่เหมือนช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่ก็สามารถลงทุนได้ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำ คือ กลุ่มการบริโภคพื้นฐาน เพราะไม่ว่าประชาชนจะยากดีมีจนอย่างไร ก็ยังจำเป็นต้องกินต้องใช้เหมือนเดิม

แต่การลงทุนที่มองข้ามไปไม่ได้เลยสำหรับช่วงเวลาเศรษฐกิจแบบนี้ คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพราะจะได้รับ “เงินปันผล” ค่อนข้างมากอย่างสม่ำเสมอ

ช่วงฟื้นตัว

หลังจากที่ภาครัฐรวมทั้งธนาคารกลางกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจถดถอยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนเงินกู้ของภาคธุรกิจและประชาชนลดลงไปจนต่ำติดดิน ก็ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มโงหัวขึ้นมาได้บ้าง ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้น ประชาชนก็พอจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพราะภาวะเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุด มรสุมร้ายผ่านไปแล้ว และดอกเบี้ยกำลังจะเปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้น

สำหรับการลงทุนก็เริ่มเดินหน้าลุยตลาดหุ้นได้เลย โดยเฉพาะ “หุ้นวัฏจักร” (Cyclical Stocks) ซึ่งเป็นหุ้นที่ได้รับผลประโยชน์จากสภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ เพราะส่วนมากจะเป็นบริษัทเล็กๆ ปรับตัวได้ดี

ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ก็เช่นกันขยับออกมา ตราสารหนี้เอกชนได้มากขึ้น แต่พยายามลงทุนระยะสั้นๆ เอาไว้ เพราะดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาขึ้น เพราะฉะนั้นการลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวไปจะทำให้เสียโอกาส

ช่วงเฟื่องฟู

เป็นช่วงเวลาแห่งความเริงร่าอย่างแท้จริง เพราะมีแต่ข่าวดีเต็มไปหมด ทั้งภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัวต่อเนื่อง ภาคเอกชนก็สนุกสนานกับกำไรที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะที่ประชาชนคนตาดำๆ อย่างเราก็มีกินมีใช้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเงินเฟ้อก็เริ่มขยับขึ้นตามมาด้วย และเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารกลางต้องขยับอัตราดอกเบี้ย (ชักเริ่มจะรู้สึกคุ้นๆ กับช่วงเศรษฐกิจแบบนี้กันบ้างไหม)

เมื่อเศรษฐกิจรุ่งเรืองการลงทุนที่รุ่งโรจน์ไม่แพ้กัน คือ สินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตร โดยเฉพาะทองคำ เพราะเมื่อเงินเฟ้อเป็นผู้ร้าย ทองคำก็กลายเป็นพระเอกสำหรับนักลงทุน เนื่องจากราคาทองคำจะปรับเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ หรืออาจจะปรับขึ้นได้มากกว่า (เหมือนกับราคาทองคำในช่วงนี้)

ขณะที่หุ้นกลุ่มนี้ที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่มวัตถุดิบการผลิต แต่อย่าเพลิดเพลินเกินไป เพราะเมื่อดอกเบี้ยเริ่มปรับขึ้นจนถึงระดับสูงสุด ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเริ่มขยับขึ้น อาจจะทำให้กำไรเริ่มปรับลดลงได้บ้าง การลงทุนในตราสารหนี้ก็ต้องระวังเช่นเดียวกัน จึงควรลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและต้องเป็นอายุยาวๆ เพื่อล็อกดอกเบี้ยสูงเอาไว้

ช่วงถดถอยและเงินเฟ้อสูง

ช่วงนี้ความเศร้ากำลังเข้ามาเยือนอีกครั้ง เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดแล้ว และเงินเฟ้อยังเพิ่มสูงสุดด้วยเช่นกัน รวมทั้งดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับสูง โดยเมื่อทุกอย่างขึ้นไปที่จุดสูงสุดก็พร้อมที่จะชะลอตัวอย่างเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป แต่หากโชคร้ายเกิดเป็น “ฟองสบู่ระเบิด” เศรษฐกิจจะหักหัวลงอย่างรวดเร็ว ในจุดนี้ภาคธุรกิจจะกำไรลดลง

เมื่อความเศร้ามาเยือน เราก็ควรจะหันกลับไปซบ “เงินฝาก” หรือ ตราสารหนี้ที่อายุสั้นๆ และหันหลังให้กับตลาดหุ้นและตราสารหนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่ไม่น่าจะอยู่รอดในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะการทำกำไรจะลดลงและส่งผลถึงความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชนด้วย

แต่ไม่ใช่ว่า จะไม่สามารถลงทุนในหุ้นใดๆ ได้เลย เพราะหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐาน รวมทั้งหุ้นกลุ่มธนาคาร จะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีท่ามกลางความง่อนแง่นทางเศรษฐกิจ

ทีนี้ก็เหลือแค่ว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เวลานี้เราอยู่ช่วงไหนของวงจรเศรษฐกิจ แต่ที่ต้องระมัดระวังเอาไว้สักนิด คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่แท้จริงมักจะล้าหลังกว่าการเดินทางของสินทรัพย์แต่ละประเภท โดยเฉพาะหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์

เมื่อดูจากเส้นกราฟ “ผลตอบแทนในอดีตของสินทรัพย์แต่ละประเภท” จะเห็นว่า หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์จะนำหน้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่หนึ่งก้าวเสมอ จะเห็นได้จากช่วงปี 2551 ที่ผลตอบแทนจากหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ดิ่งลงไปติดพื้นแล้ว ถัดจากนั้น 1 ปี การขยายตัวทางเศรษฐกิจจึงวิ่งตามลงมา

เพราะฉะนั้น นอกจากจะรู้เท่าทันวงจรเศรษฐกิจแล้ว ยังต้อง “คิดก่อน ทำก่อน” เพราะถ้ารอให้ทุกอย่างชัดเจน ก็อาจจะช้าเกินไป  

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ