
เคลีสซิ่งกวาดเงินกู้ทะเบียนรถ
ขยายฐานสินเชื่อปีนี้6.6พันล้านงัดดอกเบี้ย0%ยาว2เดือนล่อใจ
ขยายฐานสินเชื่อปีนี้6.6พันล้านงัดดอกเบี้ย0%ยาว2เดือนล่อใจ
เคลีสซิ่งสวนกระแสปรับเป้าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเป็น 6,600 ล้านบาท งัดฟรีดอกเบี้ย 2 เดือนล่อใจ
นายอิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย (เคลีสซิ่ง) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับเป้าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถของปีนี้ใหม่ โดยเพิ่มเป้าเป็น 6,600 ล้านบาท จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท เพื่อขยายฐานสินเชื่อ โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีแคมเปญทางการตลาดออกมาสนับสนุนอย่างเต็มที่
นายอิสระ กล่าวว่า ล่าสุดลูกค้าที่มาขอใช้บริการสินเชื่อรถช่วยได้ของกสิกรไทยภายในเดือน มิ.ย.นี้ จะได้รับสิทธิฟรีดอกเบี้ยค่างวดเป็นเวลา 2 เดือน ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทจะหันมาบุกตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถอย่างจริงจัง
“ปัจจุบันมีรถที่จดทะเบียนอยู่ 7 ล้านคัน แต่เป็นรถที่ปลอดภาระหนี้เพียง 4.8 ล้านคัน ซึ่งเราคาดว่าตลาดจำนำทะเบียนรถจะมีความต้องการอยู่ประมาณ 5% หรือ 2.4 แสนคัน หากมีการกู้แค่คันละ 3 แสนบาท ก็มีมูลค่ารวม 7.2 หมื่นล้านบาท ปีนี้เราจึงขอส่วนแบ่งประมาณ 8% ก็ตก 6,600 ล้านบาทก็พอ ส่วนปีหน้าค่อยบุกเต็มที่เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้เกิน 10% แต่หากผู้ประกอบการยังคงแข่งขันรุนแรงเหมือนทุกวันนี้ ก็เชื่อว่าจะทำให้ตลาดนี้เติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้” นายอิสระ กล่าว
ผู้บริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาดจำนำทะเบียนรถคงเป็นเรื่องของขั้นตอนการอนุมัติที่รวดเร็วและการให้วงเงินกู้สูง 80-100% เป็นหลัก เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการใช้เงินด่วน ขณะที่เรื่องของดอกเบี้ยเป็นเรื่องรองลงมา
ด้านสินเชื่อรถป้ายแดงนั้น ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยอดการปล่อยสินเชื่อรถป้ายแดงยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิจากญี่ปุ่นแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทได้มีการรับกลยุทธ์ในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยหันไปปล่อยสินเชื่อให้กับรถยนต์ทุกยี่ห้อแทน จากเดิมที่เน้นปล่อยสินเชื่อรถยนต์ที่ได้รับความนิยมในตลาดจากญี่ปุ่นเท่านั้น
“เราเชื่อว่าสินเชื่อรถป้ายแดงในปีนี้จะทำได้ตามเป้า 4.4 หมื่นล้านบาท” นายอิสระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้น ล่าสุดบริษัทได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยรถป้ายแดงเป็น 2.55% จาก 2.45% และขึ้นดอกเบี้ยรถมือสองมาอยู่ที่ระดับที่ 3.10% จากเดิม 3% ซึ่งแม้จะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะถูกแรงกดดันจากการแข่งขันอยู่ ทั้งที่ความจริงหากดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับขึ้นทุก 0.25% ดอกเบี้ยเช่าซื้อควรปรับขึ้นตาม 0.15% หรือปัจจุบันดอกเบี้ยรถป้ายแดงควรอยู่ที่ 2.75%







