
KKซื้อบลจ.นครหลวง
กบข.ขายให้60%ติดเครื่องลุยก.ค.แก้ปัญหาขาดทุน
กบข.ขายให้60%ติดเครื่องลุยก.ค.แก้ปัญหาขาดทุน
ธนาคารเกียรตินาคินลงเรือลำเดียวกับ กบข. ควักเงินซื้อหุ้น บลจ.นครหลวงไทย 60% เสริมเขี้ยวเล็บธุรกิจ
น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ยอมรับว่ากระแสข่าวเรื่อง ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) ตกลงที่จะเข้าซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นครหลวงไทยจาก กบข. จำนวน 60% เป็นความจริง แต่การซื้อขายหุ้นยังมีกระบวนการ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ก.ค. 2554 นี้
“กบข.ยังคงสัดส่วนการถือหุ้น 40% และการร่วมทำธุรกิจกับธนาคารเกียรตินาคิน ไม่ถึงกับนับหนึ่งทีเดียว เพราะ บลจ.แห่งนี้ยังมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์เหลืออยู่” น.ส.โสภาวดี กล่าว
ปัจจุบันธนาคารเกียรตินาคินได้ใช้บริการจาก บลจ.หลายแห่ง เมื่อลูกค้าต้องการซื้อหรือขายกองทุนต่างๆ แต่ต่อไปธนาคารเกียรตินาคินก็จะส่งธุรกิจเข้ามาป้อน บลจ.แห่งนี้
สำหรับ กบข.ยังจะต้องพิจารณาต่อไปว่าจะต่อยอดธุรกิจจาก บลจ.นี้อย่างไรได้บ้าง ในอดีตการตัดสินใจเข้าลงทุนใน บลจ.นครหลวงไทย เพื่อต้องการให้สมาชิก กบข.ออมเงินต่อผ่านกองทุนรวม แต่ก็ไม่ได้ทำ และขณะนี้สมาชิกสามารถออมต่อผ่านกองทุน กบข.ได้แล้ว
แหล่งข่าวจากวงการกองทุน เปิดเผยว่า ทางธนชาตได้โอนลูกค้าของ บลจ.นครหลวงไทย ออกไป บลจ.ธนชาตเกือบหมดแล้ว และต้องการคืนใบอนุญาตธุรกิจจัดการกองทุนรวม จนทำให้ผลการดำเนินงานขาดทุน
ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปี 2553 บลจ.นครหลวงไทยมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลเพียง 5 ล้านบาท ขณะที่รายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยถึง 65 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีขาดทุนสุทธิ 3 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์พลิกจากปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 8 ล้านบาท หลังจากบริษัททุนธนชาตซื้อธนาคารนครหลวงไทยเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2553
ล่าสุด วันที่ 27 พ.ค. 2554 ธุรกิจกองทุนรวมมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(เอ็นเอวี) จำนวน 25,307.19 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 1.23% จากการบริหารกองทุน 49 กอง ซึ่งลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปี 2553 ที่มีเอ็นเอวี มูลค่า 27,962.59 ล้านบาท ส่วนแบ่งตลาด 1.38% กองทุนจำนวน 60 กอง และ ณ วันที่ 26 มี.ค. 2553 มีเอ็นเอวีถึง 37,934.30 ล้านบาท ส่วนแบ่งตลาด 2.08% กองทุน 79 กอง
สำหรับธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลนั้น เมื่อเดือน เม.ย. 2554 ไม่มีลูกค้าเหลืออยู่เลย ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น มีร่วมบริหารเพียง 1 กอง ส่วนแบ่งตลาด 0.12% สิ้นเดือน เม.ย. 2554 มีมูลค่า 713.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากจำนวน 695 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2553
ก่อนหน้านี้ นายศุภกร สุนทรกิจ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย กล่าวว่า บลจ.แห่งนี้มีสินทรัพย์เพียง 2.6 หมื่นล้านบาท หากจะอยู่ได้ขนาดของธุรกิจควรใหญ่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้ได้ในปีที่ 3-4
กบข.ซื้อหุ้น บลจ.นครหลวงไทยจากธนชาตในสัดส่วน 60% วงเงินไม่เกิน 200 ล้านบาท







