
"ทนง"เร่งรัฐเสริมแกร่งไทย
“ทนง” แนะรัฐควรปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคล เพิ่มขีดความสามารถไทยแข่งขันได้ ห่วงนโยบายพรรคการเมืองไร้แนวทางเสริมแกร่งไทยระยะยาว
“ทนง” แนะรัฐควรปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคล เพิ่มขีดความสามารถไทยแข่งขันได้ ห่วงนโยบายพรรคการเมืองไร้แนวทางเสริมแกร่งไทยระยะยาว
นายทนง พิทยะ อดีต รมว.พาณิชย์ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษงานสัมมนาระดมสมองผู้บริหารระดับสูง เพื่อประกอบการวางแผนกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศว่า ไทยจำเป็นต้องเริ่มกำหนดแผนการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศใหม่ เพื่อให้เอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะสภาพการค้าปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งกำแพงภาษีที่ลดลง ยังมีการแข่งขันเพื่อลดต้นทุนภาคการผลิตที่รุนแรงขึ้นอีก
ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยอยู่ในระดับเฉลี่ย 30% นั้น ถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซีย มีอัตราเฉลี่ย 20% เท่านั้น ทำให้ไทยเสียโอกาสในการดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศ
นอกจากนี้ การลดภาษียังเป็นการลดต้นทุนต่อผู้ประกอบการในประเทศ ให้สามารถแข่งขันได้โดยไม่กระทบการลดต้นทุนผ่านการลดค่าจ้างแรงงาน ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น ดังนั้นการปรับโครงสร้างภาษีลดลงจึงไม่กระทบรายได้ภาครัฐ เพราะจะมีเม็ดเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาตามสัดส่วนการใช้จ่ายภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาคบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น
นายทนง กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงอยู่ขณะนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่า ไม่มีพรรคใดวางนโยบายเศรษฐกิจในระยะยาวให้ไทยมีศักยภาพและสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ในอนาคต เพราะนโยบายส่วนใหญ่ทุกพรรคการเมืองจะเป็นนโยบายประชานิยม ที่ต้องการให้ประชาชนเลือกพรรคนั้นเข้ามา
ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง หากจะแข่งกันโดยที่มีนโยบายลักษณะนี้เท่านั้น เพราะการปรับโครงสร้างของไทยจำเป็นต้องสะท้อนประเด็นต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจการค้าโลกที่เปลี่ยนไป มากกว่าการชูแต่นโยบายที่เป็นประชานิยมล้วนๆ เพียงอย่างเดียว
สำหรับตนเองแล้วไม่มีพรรคการเมืองใดทาบทามให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ แต่หากมีการทาบทามจริงก็คงไม่ขอเกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว เพราะมีอายุมากและต้องการทำงานส่วนตัวมากกว่า







