posttoday
วิกฤตราคาน้ำมัน...ตามหลอนกองทุนฯ

วิกฤตราคาน้ำมัน...ตามหลอนกองทุนฯ

03 มิถุนายน 2554

สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีความผันผวนต่อเนื่อง

สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีความผันผวนต่อเนื่อง

ส่งผลให้นโยบายตรึงราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ยังคงสร้างภาระให้กับการบริหารเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไปอย่างหนักหน่วง แม้ว่าในช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับลดลง จนทำให้สามารถเรียกเก็บเงินจากดีเซลเข้ากองทุนฯ ช่วยให้มีเงินไหลเข้ามาบ้าง จากที่ส่อแววว่าจะติดลบเหมือนในอดีต

วิกฤตราคาน้ำมัน...ตามหลอนกองทุนฯ

กระนั้น ในช่วง 1-2 สัปดาห์ต่อมา ราคาน้ำมันตลาดโลกกลับปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จนต้องทยอยลดสัดส่วนการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จนปัจจุบันเก็บอยู่เพียง 1.40 บาท/ลิตร

ผลก็คือ ทำให้เงินไหลเข้าลดลงเหลือเพียงวันละ 29 ล้านบาท หรือเดือนละ 870 ล้านบาท

ยิ่งเข้าสู่ช่วงสุญญากาศทางการเมือง รอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดูแลนโยบายพลังงานต่อ หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเงื่อนเวลาของนโยบายประชานิยมกับการตรึงราคาดีเซล ที่ขีดเส้นถึงเดือน ก.ย. 2554 นั้นยังมีเวลาอีก 4 เดือนจะไปได้รอดหรือไม่ เพราะการไปต่อสู้กับความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่มีปัจจัยอยู่นอกการควบคุมเป็นเรื่องที่ลำบาก และคงไม่มีใครอยากให้กองทุนฯ ต้องมีฐานะติดลบ กลายเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สนพ.ได้ติดตามราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารราคาดีเซลให้เป็นไปตามกรอบของนโยบายตรึงราคา โดยจะพิจารณาควบคู่ไปกับค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าควรจะได้รับไปด้วย

กำหนดเพดานค่าการตลาดดีเซล เฉลี่ย 5 วันต้องไม่ต่ำกว่า 1.10 บาท/ลิตร ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจน้ำมันของภาคเอกชนได้

ดังนั้น หากช่วงใดที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับสูงขึ้นจนกระทบค่าการตลาดน้ำมัน ก็ต้องปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ทันที

จากการรายงานของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน หรือ สบพ. ยืนยันว่า หากระดับราคาน้ำมันดิบดูไบไม่เกิน 125 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เงินกองทุนฯ ที่มีเงินสดอยู่ 550 ล้านบาทตอนนี้ จะสามารถพยุงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ไปจนถึงเดือน ก.ย. เนื่องจากยังมีเงินไหลเข้ากองทุนฯ บ้าง

ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกล่าสุดยังทรงตัวขึ้นลงรายวัน โดยน้ำมันดิบตลาดดูไบอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนกองทุนฯแม้ยังมีรายได้ไหลเข้า แต่ถ้าเมื่อใดที่กลับไปอยู่ในสถานะติดลบ เครื่องมือสำคัญที่ได้ขอความเห็นชอบจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานไว้ คือ กองทุนฯ เตรียมกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท ไว้ดูแลราคาดีเซลต่อไป ซึ่งคงจะเป็นวิธีการสุดท้ายจริงๆ ที่จะเลือกทำ

อย่างไรก็ตาม หากมองมาตรการตรึงราคาดีเซลแล้วอาจไม่คุ้มกับเงินกองทุนฯ ที่ต้องจ่ายรายวัน เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้ดีเซล ปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะรถยนต์ในภาคขนส่งอย่างเดียว แต่กลับมีรถยนต์ปิกอัพประเภทดัดแปลงราคาหลักล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อยหรือรถที่ใช้ในภาคขนส่งตามที่ภาครัฐคาดหวังจะช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ในทางกลับกันรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งสินค้าได้หันไปเลือกใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่ถูกกว่ามาก

4 เดือนที่เหลือจนถึงการสิ้นสุดมาตรการตรึงดีเซลในเดือน ก.ย. ซึ่งยังอยู่ในช่วงเวลาของการมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา เชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครกล้าแตะนโยบายดังกล่าว แต่ก็หวังว่าจะมีใครที่มีสติคิดทบทวนบทบาทกองทุนฯ บ้าง เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่มีภาระแค่การพยุงราคาดีเซลอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการชดเชยก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และตรึงราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ด้วย

ดังนั้น หากจะขยับตัวเลขราคาดีเซลที่ 30 บาท/ลิตร ให้อยู่บนปัจจัยพื้นฐานตามความเหมาะสมก็จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องอย่างยิ่ง อย่าดันทุรังหวงประชานิยม ไม่เช่นนั้นปัญหาเก่าๆ ก็ต้องมานั่งแก้ไขกันแบบรายวัน ไม่ก่อให้เกิดผลดีทั้งกับผู้บริหารประเทศ ที่ต้องมาใช้หนี้กองทุนฯ กันอีกรอบ เพราะคนที่ใช้หนี้ก็คือผู้ใช้น้ำมันนั่นเอง

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล