posttoday
Crisis Watch

Crisis Watch

03 มิถุนายน 2554

PIMCOมองอนาคตเศรษฐกิจโลก (ตอนจบ)

PIMCOมองอนาคตเศรษฐกิจโลก (ตอนจบ)

โดย..สุรศักดิ์ ธรรมโม

7) PIMCO ได้ประเมินสถานการณ์เสี่ยงใน 2 รูปแบบ คือ ความเสี่ยงด้านปลายหางด้านขวา (Right Tail) ซึ่งมีที่มาจากโค้งระฆังคว่ำทางสถิติ (Normal Curve) ซึ่งปลายหางด้านซ้ายนั้นจะเป็นกรณีที่แย่เกินคาด ตรงกลางจะเป็นค่าเฉลี่ยปกติ และปลายด้านขวานี้จะเป็นกรณีที่ดีเกินคาด ในกรณีปลายหางด้านขวานี้ PIMCO ประเมินว่ามี 3 กรณี

กรณีที่ 1 นักการเมืองสหรัฐและประชาชนสหรัฐสามารถหาฉันทามติเป็นหนึ่งเดียว ในทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อน ที่สหภาพโซเวียตปล่อยดาวเทียมสปุตนิกขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งถ้าฉันทามติเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเกิดขึ้นกับในปัจจุบัน สหรัฐสามารถที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในปัจจุบันลงได้ เช่น การขาดดุลการคลังในระยะกลาง การสร้างงาน และยกระดับขีดความสามารถเชิงแข่งขันระหว่างประเทศของสหรัฐให้กลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้

กรณีที่ 2 คือ สหภาพยุโรปนั้น “ยอมรับความเป็นจริง” ด้วยการปรับโครงสร้างสมาชิกเงินสกุลยูโรโซนเสียใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงได้ นัยนี้คือ จะต้องมีบางชาติในสกุลเงินยูโรปัจจุบัน ที่ฐานะการคลังอ่อนแอ จะต้องออกจากระบบยูโรโซน

กรณีที่ 3 ชาติกำลังพัฒนา ได้ปลดปล่อยพลังการบริโภคของคนในประเทศ เพื่อส่งผลกระทบไปยังภาคการผลิตและภาคการบริโภคของโลก ซึ่งปัจจุบันนั้นไม่สมดุล เพราะชาติตะวันตกบริโภคเกินไปจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ขณะที่ชาติกำลังพัฒนาออมมากไปบริโภคน้อยไป

สถานการณ์ที่สอง คือความเสี่ยงด้านปลายหางด้านซ้าย (Left Tail) ซึ่งเป็นกรณีที่แย่เกินคาดนั้น คือศักยภาพในการก่อหนี้ของประเทศพัฒนาแล้วนั้นถึงขีดจำกัด ไม่สามารถก่อหนี้ใหม่ต่อเนื่องโดยที่ไม่ได้จัดการหนี้เดิม เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งจะส่งผลให้สายใยสังคมนั้นถูกกัดกร่อน

นอกจากนี้ การว่างงานเรื้อรังจะทำลายผลิตภาพและทักษะของแรงงาน ซึ่งส่งผลให้แรงงานหนุ่มสาวที่ว่างงานปัจจุบันไม่สามารถทำงานได้ สุดท้าย การที่นักการเมืองแก้ปัญหาแบบขอไปทีตลอดเวลา ด้วยการเลี่ยงลดรายจ่ายการคลังและการขึ้นภาษี ผลคือประสิทธิผลและความยืดหยุ่นของนโยบายจะลดลง และกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยง สร้างความเสียหายในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโดยไม่ได้ตั้งใจ

8) ด้านนัยต่อกลยุทธ์การลงทุนนั้น PIMCO ประเมิน ดังนี้

8.1) นักลงทุนควรตระหนักว่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่เอามาจากอนาคตนั้นได้ถึงขีดจำกัด โดยเฉพาะผู้ลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะสถานการณ์ต่อไปนั้น ประเทศพัฒนาแล้วเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลดรายจ่ายการคลังและขึ้นภาษีรวมทั้งเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้น ผลตอบแทนจากภาวะปัจจุบันและอดีตที่ดีเกินคาดจากการกดดอกเบี้ยต่ำมาก การอัดฉีดสภาพคล่องในรูปของ QE 1 และ 2 นั้นได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

8.2) การจัดสรรการลงทุน ควรจะลดผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าความเป็นจริง (Financial Repression) ด้วยการป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อในอัตราที่สูงและอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า และพยายามมองหาสินทรัพย์ที่ลงทุนด้วยการพิจารณาไปที่ปัจจัยความแข็งแกร่งของงบดุลและอัตราขยายตัวของรายได้เป็นหลัก

8.3) คุณภาพของสินทรัพย์นั้นจะแตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกลงทุนในหลักทรัพย์จะต้องเลือกอย่างระมัดระวัง พันธบัตรรัฐบาลจะได้อิทธิพลจากความแตกต่างของประเทศต่างๆ ที่จะลดรายจ่ายการคลัง ความน่าเชื่อถือทางการเงิน การกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าความเป็นจริงและการที่ธนาคารกลางบางประเทศอาจจะปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลตนเอง (Monetization) ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวและอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงอย่างมาก

สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว นักลงทุนควรลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ ในขณะที่ลงทุนในประเทศกำลังพัฒนานั้นต้องทำตรงข้าม ด้วยการลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีรายได้หลักจากตลาดภายในประเทศนั้นๆ การลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยนควรเน้นถือครองสกุลเงินประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริงหรือมีมูลค่าเหมาะสม รวมทั้งมีงบประมาณภาครัฐที่แข็งแกร่งมีหนี้สาธารณะที่ต่ำ รวมทั้งไม่สามารถจะใช้นโยบายควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างมีประสิทธิภาพ สินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์และโภคภัณฑ์ที่มีความสามารถในการเก็บรักษามูลค่าการลงทุนไม่ไห้ลดลงได้ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

8.4) นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงทั้งสองสถานการณ์ที่ระบุในข้างต้น เพื่อดูถึงต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงจากทั้งสองสถานการณ์

8.5) สถานการณ์ในอนาคตนั้นแตกต่างจากอดีตและปัจจุบัน แนวความคิดการลงทุนที่คุ้นเคยในอดีตนั้นอาจจะใช้ไม่ได้ผลในอนาคต เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน การใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบเดิม อาทิ เน้นลงทุนโดยอิงกับมูลค่าหลักทรัพย์ของตลาดนั้น อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนที่สูงมากนัก และอาจจะต้องมองไปยังสินทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งนั่นหมายความว่านักลงทุนจะต้องเผชิญกับอคติที่เน้นลงทุนในประเทศหรือสินทรัพย์ที่ตนเองคุ้นเคยดี (Home Bias) มาเป็นมองไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่คุ้นเคยเพื่อเพิ่มผลตอบแทน 
 

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล