
ตั้งสมาพันธ์อุตฯของขวัญหวังต่อรองจีน
สมาคมของขวัญ ของชำร่วย จับมือผู้ประกอบการในอาเซียน ตั้งสมาพันธ์หวังต่อรองจีนและสร้างกำแพงปกป้องคู่แข่ง รับเออีซี พร้อมมั่นใจยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ทะลุ 1 แสนล้านบาท
สมาคมของขวัญ ของชำร่วย จับมือผู้ประกอบการในอาเซียน ตั้งสมาพันธ์หวังต่อรองจีนและสร้างกำแพงปกป้องคู่แข่ง รับเออีซี พร้อมมั่นใจยอดส่งออกผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ทะลุ 1 แสนล้านบาท
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมของขวัญ ของชำร่วย และของตกแต่งบ้าน กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้เจรจากับสมาคมกิ๊ฟแอนด์พรีเมี่ยมของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรวมตัวกันก่อตั้ง สมาพันธ์อุตสาหกรรมของขวัญอาเซียน หรือ Asean gift Federation ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกประธาน สมาพันธ์ คาดสรุปและสามารถจัดตั้งสมาพันธ์ดังกล่าวได้ในปี 2555
สำหรับ เป้าหมายสำคัญในการจัดตั้งสมาพันธ์ฯ คือ การสร้างอำนาจการต่อรองทางการค้ากับประเทศต่างๆ และร่างกฎเกณฑ์เพื่อปกป้องผู้ประกอบการภายในกลุ่มประเทศอาเซียน จากคู่แข่ง สินค้าด้อยคุณภาพจากประเทศจีน เป็นต้น เนื่องจากในปี 2558 ประชาคมเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือเออีซี จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
และจากประเทศจากภูมิภาคอื่นๆ
“การรวมตัวทางการค้าจะช่วย ลดการแข่งขัน สร้างอำนาจทางการค้า พร้อมกันนี้ยังเป็นการรวมกลุ่มหรือคลัสเตอร์ เพื่อช่วยเหลือกันในการผลิตสินค้าอีกด้วย เช่น ประเทศไทยเป็นผู้ออกแบบ แล้วส่งให้โรงงานในประเทศมาเลเซียผลิต เพราะมีค่าแรงที่ถูกกว่า แล้วส่งไปจำหน่ายในภูมิภาคอื่นในราคาที่แข่งขันกับสินค้าจากจีนได้ เป็นต้น” นายจิรบูลย์ กล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ทางสมาคมของขวัญฯ ไทยจึงร่วมมือกับสมาคมของขวัญฯ เยอรมัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมกิ๊ฟแอนด์พรีเมี่ยมในภูมิภาคอาเซียนให้เติบโตและเป็นศูนย์กลางของโลก ผ่านการจัดงาน ไทยแลนด์ กิ๊ฟ แอนด์ พรีเมี่ยม แฟร์ 2011 ขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 ก.ย. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค
โดยคาดว่าจะเกิดการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศคิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท หรือ 3% จากมูลค่าตลาดรวมสินค้าของขวัญและของชำร่วยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 40% และนำเข้า 60%
นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีด้านการตลาด และเป็นพันธมิตรกันเพื่อสนับสนุนให้เป็นงานแสดงสินค้าระดับสากลในอนาคต ซึ่งภายในงานจะมีการออกบูธจากผู้ประกอบการทั้งสิ้น 220 บูธ โดยมี 40 บูธเป็นผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ผลการจัดงานในครั้งนี้คาดว่าจะกระตุ้นให้ตลาดรวมสินค้าของขวัญและของชำร่วยเติบโตม่ำต่ำกว่า 15%
นายจิรบูลย์ กล่าวต่อว่า ตลาดของขวัญและของชำร่วยเป็น 1 ในตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีมูลค่า 9.5 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วยตลาดเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานมูลค่า 1,000 ล้านบาท ของเล่น 2,100 ล้านบาท เฮ้าส์แวร์ 2 หมื่นล้านบาท ของขวัญ ของชำร่วยและพรีเมี่ยม 2.8 หมื่นล้านบาท และเฟอร์นิเจอร์ 3 หมื่นล้านบาท
คาดว่าปีนี้ตลาดดังกล่าวจะมีอัตราการเติบโต 12% หรือมีมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านบาท จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและการผลักดันของภาคเอกชนในการสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะไม่ให้ความสำคัญหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ของขวัญ ของชำร่วย ซึ่งส่วนใหญ่ 99.6% เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ของจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคล และยังสร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็น 60% ของจีดีพี และคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออก จึงวอนขอให้พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียง วางนโยบายช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้วย เช่น การหาแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดธุรกิจ หรือให้กับผู้ประกอบการรายใหม่







