
ศุภกร สุนทรกิจ เบอร์หนึ่ง บลจ.นครหลวงไทย
“ศุภกร สุนทรกิจ” อดีตรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)
“ศุภกร สุนทรกิจ” อดีตรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
เอ็ม เอฟซี เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย มีผลวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมาแทน “ธีรพันธุ์ จิตตาลาน” ที่ลาออกไปเป็นกรรมการผู้จัดการ บลจ.ฟินันซ่า ตั้งแต่เดือน ก.ค.ปี 2553
ผู้นำ บลจ.นครหลวงไทยคนใหม่ เพิ่งลาออกจากตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี ได้เพียงสองเดือน ภายหลัง “ประภา ปูรณโชติ” เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการแทน “พิชิต อัครทิตย์” ที่ครบวาระการทำงาน
หน้าที่ใหม่ของเขามีผลวันเดียวกับที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้หุ้น บลจ.นครหลวงไทยมาครองทั้งหมด โดยซื้อต่อจากบริษัททุนธนชาต (ACAP) หลังการรวมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) ทำให้กิจการ บลจ.ธนชาต ซ้ำซ้อนกับ บลจ.นครหลวงไทย จนต้องขายหุ้นให้ กบข.ที่ถือหุ้นนี้อยู่แล้ว 40%
“ศุภกร” กล่าวว่า ได้รับการทาบทามจาก “โสภาวดี เลิศมนัสชัย” เลขาธิการ กบข.และต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของ กบข.ด้วย
“ผมได้รับการทาบทามจากหลายบริษัท แต่เลือกที่นี่เพราะเห็นว่าท้าทายดี กับการสร้าง บลจ.ที่มีขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น โดย บลจ.แห่งนี้มีสินทรัพย์เพียง 2.6 หมื่นล้านบาท หากจะอยู่ได้ขนาดของธุรกิจควรใหญ่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้ได้ในปีที่ 3–ปีที่ 4 ที่เข้ามาบริหารงาน”
เขาพยายามจะทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นให้ได้ปีละหมื่นล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการหาจุดขายให้ได้ โดยเริ่มแรกต้องเติมผลิตภัณฑ์ส่วนที่ขาดทั้งกองทุนต่างประเทศ กองทุนโภคภัณฑ์ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น โดยหวังว่า บลจ.แห่งนี้จะมีผลิตภัณฑ์ที่มีสีสัน และเป็นบูติกกองทุนมากขึ้น
“ศุภกร” เป็นคีย์แมนที่สำคัญใน บลจ.เอ็มเอฟซีที่ปั้นกองทุนรวมในที่แห่งนี้พร้อมกับตำแหน่งหน้าที่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยความชำนาญการด้านกองทุนต่างประเทศ
“ศุภกร” ลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย มาเป็นนักวางแผนกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส บลจ.เอ็มเอฟซีตั้งแต่เดือน เม.ย. 2546
เขาใช้เวลาเพียงปีเดียวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยกลยุทธ์ สายจัดการกองทุน บลจ. จากนั้นเดือน ต.ค. 2547 ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ และใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง 4 ปี จึงได้รับการโปรโมตเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ ในเดือน ก.พ. 2551 และเพียงระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ขึ้นมาเป็นรองกรรมการผู้จัดการสายบริหารกองทุนในเดือน ส.ค.ปีเดียวกัน
“พอดี บลจ.เอ็มเอฟซีมีสายงานใหม่ สายบริหารลงทุนต่างประเทศเป็นหน่วยงานเฉพาะที่แตกมาใหม่ เขาจึงให้ผมเข้ามาดูแลสายงานนี้ตั้งแต่ต้นปี และจนถึงเดือน ส.ค.จึงได้รับการเลื่อนขั้น”
ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ได้รับโปรโมตมีกองทุนเพื่อการลงทุนต่างประเทศ (FIF) ของ บลจ.แห่งนี้หลั่งไหลออกมามากมาย อาทิ กองทุนรวมเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล บริค รีคัฟเวอรี่ (IBRIC Recovery) เน้นลงทุนหุ้น 4 ประเทศใหญ่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นฮานซ์ ฟันด์ (MFC International Enhanced Fund) หรือ IEnhance เน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ประเภท Options ที่อ้างอิงกับกลุ่มดัชนี RICI Enhanced Excess Return
กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียม บอนด์ ฟันด์ 12 ซีรีส์ 1 หรือ IPremium 12S1 ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศรวมถึงหุ้นเกาหลี
ปีแรกที่ บลจ.เอ็มเอฟซีกับงานใหม่ เขามีส่วนร่วมในการพลิกโฉมของ บลจ.เอ็มเอฟซี จากภาพองค์กรที่มีสไตล์การบริหารแบบอนุรักษนิยม มาเป็นกองทุนรวมที่ทันสมัยและมีลูกเล่น ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น
ชายคนนี้ไม่ได้เป็นเด็กเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก วัยเยาว์ของเขาก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป เฮฮา สนุกสนานกับเพื่อนฝูง ยิ่งเรียนในโรงเรียนชายล้วนที่เซนต์ดอมินิก จึงเฮ้วเต็มที่ เมื่อต้องสอบเข้าระดับอุดมศึกษาก็พุ่งเป้าไปที่ “คณะวิศวกรรมศาสตร์” เพราะความรู้สึกในขณะนั้น การเป็นวิศวกรเท่มากๆ จึงตัดสินใจเลือกสอบเข้าคณะวิศวกรรมฯ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นเด็กกิจกรรมที่ใช้เวลาเรียนถึง 5 ปีครึ่ง
หลังจากเรียนจบ “ศุภกร” ก็ได้เป็นวิศวกรสมใจ เขาเริ่มงานเป็นวิศวกรโครงการที่บริษัท Adtech International ในช่วงที่เป็นวิศวกรอยู่นั้นเขาค้นพบว่าอาชีพวิศวกรโครงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ จำเป็นอย่างมากต้องหาความรู้ด้านการบริหาร การเงิน ไม่เช่นนั้นเขาจะวิเคราะห์โครงการไม่เป็น ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่ง การแข่งขันก็เยอะ เมื่อเขาอยากรู้เรื่องการเงินมากขึ้น และการเป็นวิศวกรทำงานหนักทำให้ไม่มีเวลาที่จะเรียนรู้เรื่องการเงินเพิ่มเติม จึงได้ตัดสินใจลาออก และบินไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่สหรัฐอเมริกา
หลังจากเรียนจบปริญญาโทเขาก็กลับมาเป็นวิศวกรอีกครั้งที่บริษัท Value Vision แล้วเขาก็พบว่างานวิศวกรไม่สนุกและท้าทายสำหรับเขาอีกแล้ว เมื่อลองได้สัมผัสด้านการเงินจึงเริ่มรู้ตัวว่า “ชอบ” มากกว่า “วิศวะ” จึง หันเหมาตรงนี้ จังหวะชีวิตที่ดีของเขา เมื่อที่จุฬาฯ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโครงการปริญญาเอกร่วม 3 สถาบัน ภายใต้โครงการเจดีบีเอ ทำให้เขาเรียนในเชิงลึก จนทำให้สร้างความต่างให้เขาจากคนอื่น ไม่ใช่เรียนเฉพาะบริหารธุรกิจเท่านั้น แต่การเลือกสาขาบริหารการลงทุน พอร์ตโฟลิโอ คำนวณค่าอนุพันธ์ต่างๆ มาใช้ในการบริหาร ซึ่งสมัยนั้นคนค่อนข้างน้อยที่จะศึกษาและวิเคราะห์ด้านนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย
ศุภกร เรียนจบในรุ่นที่ 3 เพื่อนร่วมรุ่นของเขาที่คนในแวดวงการเงินรู้จักกันดีในขณะนี้ อาทิ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล ดร.อาณัติ ลีมัคเดช
เริ่มงานแรกที่ฝ่ายวิจัยพัฒนา ศูนย์ซื้อขาย ตราสารหนี้ไทย สร้างดัชนีตราสารหนี้ ดัชนีวัดอัตราผลตอบแทน จัดอบรมเกี่ยวกับหุ้นกู้อนุพันธ์ รีโป ขณะเดียวกันก็คิดค้นอะไรใหม่ๆ ให้ตลาด
ชีวิตต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำให้เขาเลือกที่จะหาประสบการณ์ใหม่ ประจวบเหมาะกับที่ ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเอ็มเอฟซี หาจุดเด่น หาสิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่ง บลจ.แห่งอื่น และที่สำคัญหาเครื่องมือที่จะช่วยทำให้การบริหารเงินของผู้ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนได้มากที่สุด จนบัดนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี ติดลมบนเป็น บลจ.ที่มีขนาดสินทรัพย์อันดับสี่ไปแล้วและมีผู้นำคนใหม่ที่มาจากภายนอก แต่เขาก็ยังรักษาความเป็นผู้บุกเบิกไว้อย่างเหนียวแน่น ในฐานะเบอร์หนึ่งของ บลจ.นครหลวงไทย







