
อุตฯท่องเที่ยวหลังเลือกตั้งฝันรัฐจริงจัง โกยเงินบริการ
การท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยไม่แพ้ภาคส่งออก
การท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยไม่แพ้ภาคส่งออก
แต่ภาพรวมเชิงนโยบายด้านการท่องเที่ยวยังไม่ถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ทำให้ภาพท่องเที่ยวของไทยเติบโตได้อย่างไม่เต็มศักยภาพ ทั้งๆ ที่ได้ก่อตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามาร่วม 8 ปี แต่ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าด้านการท่องเที่ยวกลับเป็นวังวนแบบซ้ำๆ และแนวทางแก้ไขเป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา และอดีต รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอแนวทางพัฒนาท่องเที่ยวว่า ต้องการให้การเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคการเมืองได้ลงมือปฏิบัติงานมากกว่าแสดงประชานิยมแบบผ่านๆ เท่านั้น เพราะหลังก้าวข้ามการเลือกตั้งไป ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล ต้องพบกับปัญหาใน 2 เรื่องหลัก คือ 1.ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ต้องใช้ความสามารถที่จะเข้ามาแก้ไขจัดการกับปัญหา ซึ่งเชื่อว่าประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองทำงานร่วมกันมากกว่าการแข่งขันกัน เพราะการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ต้องเป็นพรรคผสม
แนวทางที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาห กรรมการท่องเที่ยวในประเทศ มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนี้มีทั้งสถานการณ์ดั้งเดิมที่เข้ามากระทบให้การท่องเที่ยวชะลอตัว รวมถึงปัญหาใหม่ การบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ ควรมีทีมเวิร์กที่ดีใน 4 ส่วน ได้แก่ 1.ภาครัฐ 2.เอกชน 3.ชุมชน และ 4.องค์กรส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานด้านท่องเที่ยวสามารถเคลื่อนวิธีทำงานได้อย่างบูรณาการ โดยต้องยอมรับว่าแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีหลายภาคส่วนเป็นเจ้าของ
ดังนั้น การประสานความร่วมมือแนวทางทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกัน การร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างแท้จริง โดยต้องยอมรับว่าต้องมุ่งให้ความสำคัญเรื่องความสะดวก สะอาด ความปลอดภัย ความมีเอกลักษณ์ให้กับนักท่องเที่ยวคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวไทย ซึ่ง 4 เรื่องหลักสำคัญ ไม่เพียงพอต่อวิธีบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในอนาคต ประเทศไทยจะต้องรองรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเดียวกัน อย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย รัสเซีย รวมถึงแถบยุโรป ตะวันออก ประเทศใหม่ๆ มากขึ้น เทียบจากที่ผ่านมาจะเป็นนักท่องเที่ยวระยะไกล อย่างยุโรป โดยกลุ่มตลาดหลักได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจทำให้การเดินทางช่วง 23 ปีนี้ได้ชะลอตัวลง
“นโยบายของรัฐบาลต้องมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ด้านการตลาดที่ชัดเจน ว่าจะขายสินค้าทางการท่องเที่ยวไทยแบบใดให้กับตลาดแต่ละพื้นที่ ต้องศึกษาความหลากหลายที่นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มมีความต้องการ” นายวีระศักดิ์ กล่าว
สำหรับแนวทางกลยุทธ์การตลาดในประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวต้องไม่มุ่งเรื่องการลดราคาแพ็กเกจทัวร์ หรือคำนึงถึงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางด้านการตลาดได้เน้นเจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวถูกล็อคด้วยเรื่องราคาและฤดูกาล แต่ไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่มครอบครัว คู่รัก วัยเกษียณ ซึ่งมองว่าการทำตลาดในประเทศ ควรเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวรายตลาด มีลักษณะเจาะกลุ่มรายตลาดต่างประเทส เพราะคนไทยที่มีกำลังซื้อมีจำนวนมาก แต่ภาครัฐไม่ได้นำเสนอสร้างแรงจูงใจให้เกิดการออกมาท่องเที่ยว
“รัฐสามารถจัดระบบการขนส่งให้สอดคล้องกับรสนิยมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในแต่ละกลุ่มได้ พร้อมสร้างมาตรฐานด้านราคาและคุณภาพของการเดินทาง ซึ่งการเจาะตลาดจะเป็นนิชมาร์เก็ตมากขึ้น” นายวีระศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ รัฐต้องพยายามสร้างการปฏิบัติงานแบบร่วมกัน โดยสร้างบรรยากาศแบบมิตรภาพให้เกิดขึ้น ในส่วนปัญหาเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอาจต้องวางแผนการซื้อประกันความเสี่ยง ซึ่งเห็นได้ว่าหลายประเทศทั่วโลกที่ประสบเหตุภัยพิบัติสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเรื่องประกันความเสี่ยงไว้
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ให้ความเห็นว่า อัตราการเข้าพักในช่วง 3 เดือนแรกของไทยเติบโตขึ้น 26% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะเดือน มี.ค.พ.ค.ปีที่ผ่านมา โรงแรมย่านราชประสงค์ได้ปิดให้บริการกว่า 20 แห่ง
หากเทียบกับปี 2552 อัตราการเข้าพักในปี 2554 ถือว่ากระเตื้องขึ้นแต่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกตินัก โดยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 10% เชียงใหม่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 40% พัทยา 90% โดยตลอดปีนี้คาดว่าอัตราการเข้าพักจะเฉลี่ยที่ 65-70% แต่ต้องดูสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง 3 ก.ค.นี้
นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแรมของประเทศไทยมีอัตราต่ำที่สุดในอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย โดยต่ำกว่าสิงคโปร์ ฮ่องกง มากกว่า 50% ซึ่งทั้งสองประเทศราคาห้องพักคืนละ 270-280 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ประเทศไทย 125 เหรียญสหรัฐ/คืน
“ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมแย่ลง ไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ โดยปีนี้เชื่อว่าราคาจะทรงตัว เพราะได้รับผลกระทบทางการเมือง ทำให้ต้องขายห้องพักราคาถูกเพื่อจูงใจนักท่องเที่ยว ซึ่งเอกชนต้องการให้รัฐบาลเข้ามาจัดการต่างๆ ตาม 4 แนวทาง โดยเฉพาะการมี รมว.ด้านท่องเที่ยว หรือ รมช.ด้านท่องเที่ยวขึ้นมาโดยเฉพาะ” นายประกิจ กล่าว
อย่างไรก็ตาม 2 ปีที่ผ่านมาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับเอกชนไม่ได้สานการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไขหลายเรื่อง ภาพรวมการท่องเที่ยวครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวได้หรือไม่นั้น ต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีขึ้นภายหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ







