
ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าอีก ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยง
...จิตรา อมรธรรม
สวัสดีค่ะนักลงทุนทุกท่าน เมื่อต้นปีดิฉันได้รับการทาบทามจากคุณแน่งน้อย หัวหน้าข่าวการเงิน ให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ส่วนนี้ในการพูดคุยกับนักลงทุนทุกสัปดาห์ เกี่ยวกับมุมมองของตลาดทุนหรือประเด็นที่น่าจะเป็นที่สนใจของตลาดในอนาคต เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทุกท่านในการประกอบการตัดสินใจลงทุน เพื่อที่จะชนะตลาดหรืออย่างน้อยให้เจ็บตัวน้อยที่สุด ทุกท่านควรเปิดรับและบริโภคข้อมูลให้มากเท่าที่จะมากได้ สำหรับตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้และขอมองเลยไปจนถึงกลางปี มีความเสี่ยงอยู่หลายประการที่รอทดสอบตลาด จนทำให้ดิฉันเชื่อว่าดัชนีที่ระดับ 753 จุด เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นระดับสูงสุดของครึ่งปีแรกนี้แล้ว เหตุผลที่เชื่อเช่นนั้นเพราะความเสี่ยงแรกคือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Sovereign Risk) ของบางประเทศในยุโรป เช่น กรีซ โปรตุเกส และสเปน ที่ปกคลุมตลาดในช่วงที่ผ่านมาและจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งซึ่งเชื่อว่านานพอสมควร ประการที่สอง คือการที่ตลาดจับจ้องว่าประเทศใดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าตลาดหุ้นไม่ชอบดอกเบี้ยขาขึ้น ประการที่สาม ความกังวลว่าสภาพคล่องที่ถูกอัดฉีดเข้ามาจนล้นระบบตั้งแต่ปีก่อน กำลังจะเริ่มถูกถอนออกไปและประการสุดท้าย คือความเสี่ยงทางการเมือง
เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและการถอนสภาพคล่องนั้น เป็นสิ่งที่ตลาดรับทราบอยู่แล้วตั้งแต่ปีก่อน แต่ตลาดหุ้นอ่อนไหวเสมอ ตลาดจึงปรับตัวก่อนและอาจปรับตัวมากเกินความเป็นจริงในบางครั้ง สำหรับผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยนั้น ในช่วงแรกที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแนวโน้ม ตลาดหุ้นก็จะเปลี่ยนแนวโน้มด้วยโดยการปรับขึ้นหรือลงสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 15% 17% สำหรับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าในช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของสหรัฐแต่อย่างใด แต่เกิดจากค่าเงินยูโรซึ่งมีน้ำหนักถึง 57% ของตะกร้าเงินอ่อนค่าลงจากปัญหา Sovereign Risk ดังกล่าว ดิฉันมองว่าค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าในระยะนี้เป็นเหตุการณ์ชั่วคราว (ซึ่งน่าจะกินเวลาถึงกลางปีนี้) สุดท้ายก็จะกลับไปอ่อนค่าตามธรรมชาติของดอลลาร์เอง อย่างไรก็ตาม หาก Dollar Index แข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 84
–86 จุด SET Index มีโอกาสปรับลงไปได้ถึง 630–650 จุด ทั้งนี้เป็นเพียงการคิดจากตัวแปรเพียงตัวเดียวคือ Dollar Index แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงย่อมมีตัวแปรอื่นมากระทบ ในเบื้องต้นดิฉันจึงขอประเมิน Downside ของตลาดที่ 670 จุดก่อน (ประมาณ Low เดิมในช่วงปลายปีก่อน) ในช่วงนี้จึงแนะนำนักลงทุนให้ขายปรับพอร์ตในทุกจังหวะของการรีบาวด์ แล้วค่อยรับที่ SET ต่ำกว่า 670 จุดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นปันผลบางตัวที่น่าจะเป็นที่พักเงินได้ดีในช่วงเดือนนี้ที่ปัจจัยนอกประเทศก็มีความเสี่ยง และการเมืองในประเทศยังส่อเค้ารุนแรง ได้แก่ AIT, ADVANC, CSL, DELTA, MCOT, SPALI เป็นต้นพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ







