posttoday
สภาพัฒน์ ชูโจทย์ 2 ข้อใหญ่ ดัน ศก.ไทยโตยั่งยืน

สภาพัฒน์ ชูโจทย์ 2 ข้อใหญ่ ดัน ศก.ไทยโตยั่งยืน

30 พฤษภาคม 2554

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดใจถึงแนวคิดในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยมองว่าสิ่งที่หลายคนห่วงคือเรื่อง 1.ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับ 2.การใช้เม็ดเงินงบประมาณจะกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะหรือไม่

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดใจถึงแนวคิดในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยมองว่าสิ่งที่หลายคนห่วงคือเรื่อง 1.ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ กับ 2.การใช้เม็ดเงินงบประมาณจะกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะหรือไม่

ที่ผ่านมาจะเห็นว่ารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายอย่าง เช่น การลดรายจ่าย โดยการออกสินเชื่อ ดอกเบี้ย 0% เพื่อคนที่กู้ซื้อบ้านหลังแรก สร้างตลาดให้เกิดการแข่งขัน มีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งมีการออกนโยบายเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ในโครงการประกันรายได้ มีโครงการเบี้ยผู้สูงอายุ โครงการเรียนฟรี วันนี้จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายภาครัฐสูง แต่งบลงทุนน้อย โดยเฉพาะงบบุคลากรภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีหน่วยงานใหม่เพิ่มมากขึ้น

คำถามต่อมาคือ เมื่อรายจ่ายภาครัฐสูงขึ้นแล้วโครงสร้างรายได้รัฐบาลจะมาจากไหน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ และไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศต้องดูคือเรื่องของ “โครงสร้างภาษี” เพราะถือเป็นโครงสร้างรายได้ที่สำคัญของประเทศและเราไม่เคยปรับโครงสร้างภาษีมานานแล้ว ยกตัวอย่างกรณีที่จะลดภาษีนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ต้องดูว่าไม่ทำให้ฐานรายได้เสีย แต่ต้องพยายามปรับอัตราภาษีเพื่อดึงให้คนอยากเข้ามาเสียภาษีมากขึ้น

สภาพัฒน์ ชูโจทย์ 2 ข้อใหญ่ ดัน ศก.ไทยโตยั่งยืน

“ปัจจุบันมีประชากรที่อยู่ในโครงสร้างภาษี 10 ล้านคน แต่มีคนที่เสียภาษีจริง 3 ล้านคน เหลืออีก 7 ล้านคน ที่มีรายได้ขั้นต่ำไม่ต้องเสียภาษี หรือทำบัญชีหลอก เพราะฉะนั้นต้องไปดูว่าทำอย่างไรให้คน 7 ล้านคน เข้ามาในระบบเสียภาษีมากขึ้น อย่างกรณีคนที่มีอาชีพอิสระ ที่อยู่ในหลักประกันสังคม หรือพวกเอสเอ็มอี รัฐบาลก็พยายามออกมาตรการเพื่อช่วยคนกลุ่มนี้ และเตรียมเข้าสู่ระบบมากขึ้น” อาคม กล่าว

หรืออย่างในปัจจุบันรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เกินกว่าเป้าหมายมาก ควรดูว่าจะเอาเงินนี้ไปทำอะไร ที่ผ่านมาเวลาเก็บรายได้เกินเป้าก็เอาเงินไปใช้หนี้ มาถึงปัจจุบันนี้เห็นว่าควรนำรายได้ไปลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องขนส่ง หรือการเตรียมสร้างมาตรการรองรับภัยพิบัติเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สึนามิ หรือปัญหาน้ำท่วม

ตอนนี้ถือว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวปกติ และน่าจะมีความแน่นอนในเรื่องการประมาณการรายได้ภาครัฐ จึงควรเตรียมความพร้อมเรื่องแผนต่างๆ เพราะบางโครงการอาจยังไม่ต้องใช้งบตอนนี้ เช่น แผนการพัฒนาแหล่งน้ำ

ขณะที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคขนส่งซึ่งมีการประมาณการว่าต้องใช้เม็ดเงินราว 1.56 ล้านล้านบาทนั้น ได้มีการลงทุนไปแล้วส่วนหนึ่งผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง และยังมีโครงการเรื่องการปรับปรุงเส้นทางของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เตรียมลงทุนอีก 7.6 แสนล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการรถไฟความเร็วสูงของจีนที่ต้องรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำต่อ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนการเดินหน้าสู่การจัดทำงบสมดุลใน 5 ปี แม้ที่ผ่านมาจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็มีรายจ่ายเพิ่มในโครงการเบี้ยผู้สูงอายุ เรียนฟรี ค่าพยาบาลสาธารณสุขต่างๆ ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงบประมาณได้เข้าไปดูรายจ่ายที่ไม่จำเป็นต่างๆ ในต่างจังหวัด เช่น การประหยัดงบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องค่าใช้จ่ายอุปกรณ์สำนักงานที่มีการเกลี่ยงบให้กับทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ อาจจะใช้วิธีจัดสรรงบให้สอดรับกับขนาดของสถานีตำรวจที่มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน

ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้เตรียมข้อมูลเสนอสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องผลการปฏิบัติงานภาครัฐ เช่น การทำโครงการประกันรายได้ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และมาตรการสินเชื่อต่างๆ รวมถึงสถานะของประเทศ การใช้จ่ายเงินในโครงการต่างๆ มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และรายได้ รายจ่ายของรัฐบาลอย่างไร เพื่อเตรียมเสนอให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ไว้เป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าเดินหน้า หรือปรับปรุงโครงการต่างๆ ที่ทำมาแล้วให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรบ้าง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2554 ยังคงประมาณการการเติบโตไว้ที่ 3.5-4.5% โดยมี 3 ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ ต้นทุนราคาน้ำมันที่ยังคงปรับเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ ที่จะกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่น่าไว้วางใจ

อย่างไรก็ ตามถือว่ามีโอกาสมากที่เศรษฐกิจจะโตได้มากกว่า 3.5% หรือถ้าได้ 4.5% ก็ถือว่าเก่งแล้ว ส่วนที่จะให้โตถึง 7-8% คงทำได้ยาก แม้การส่งออกจะดี เพราะสินค้าไทยถือว่ามีคุณภาพ แต่เชื่อว่าในไตรมาส 2 ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ คงจะได้รับผลกระทบจากญี่ปุ่นทำให้ยอดการผลิตไม่ตรงไปตามเป้าหมาย รวมทั้งช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีด้านการผลิตในกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ จะทำให้การส่งออกในส่วนนี้หายไป แต่ไม่ถือว่ากระทบเพราะเป็นแค่ส่วนที่ยังไม่มากเมื่อเทียบกับยอดส่งออกทั้งหมด

ประเด็นสำคัญอย่าไปมองว่าเศรษฐกิจจะโตได้เท่าไร ไม่ว่าจะเป็น 3.5-4.5% หรือโตได้ 7-8% แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจะหารายได้ภาครัฐให้เข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้อย่างไร ซึ่งหมายความถึงเรื่อง “การปรับโครงสร้างภาษีใหม่” รวมทั้งเมื่อมีรายได้เข้ามามากๆ แล้วจะจัดสรร “การลงทุน” ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างไร นั่นถือเป็นโจทย์ 2 ข้อใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนี้ต้องฟันธง และเดินตามเป้าหมายสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแบบยั่งยืนต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน