
ตปท.เล็งอาหาร-รถยนต์
กองทุนต่างชาติสนใจร่วมทุนธุรกิจอาหาร รถยนต์ ตั้งผลตอบแทนอย่างต่ำ 50% เพราะเสี่ยงสูง
กองทุนต่างชาติสนใจร่วมทุนธุรกิจอาหาร รถยนต์ ตั้งผลตอบแทนอย่างต่ำ 50% เพราะเสี่ยงสูง
นายโสภณ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกองทุนวีเน็ต แคปปิตอล (เวนเจอร์แคปปิตอล) และในฐานะนายกสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนร่วมทุนต่างประเทศหลายแห่ง ทั้งจากสิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแหล่งเงินมาจากหลายประเภท ทั้งจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนของรัฐบาล เป็นต้น แสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทยในกลุ่มธุรกิจอาหาร อุตสาหกรรมรถยนต์ ค้าปลีก และสุขภาพ
“กองทุนเหล่านี้ต้องการผลตอบแทนลงทุนสูงอย่างน้อย 50% เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ต้องเข้ามาร่วมรับความเสี่ยงกับผู้ประกอบการอย่างต่ำ 50%” นายโสภณ กล่าว
สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโต ทำให้ต่างชาติสนใจเข้ามาร่วมลงทุน แต่มีคู่แข่งอย่างจีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และคู่แข่งสำคัญสุดคืออินโดนีเซีย กำลังอยู่ในความสนใจของเวนเจอร์แคปปิตอลของต่างชาติอย่างมาก ภายหลังมีการจัดโครงสร้างทางการเมือง ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ มีประชากรมากเป็นอันดับ 8 ของโลก คนมีกำลังซื้อ รัฐบาลมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก
ปัจจุบันสมาคมมีสมาชิก 15 ราย ทั้งที่เป็นเวนเจอร์แคปปิตอลของไทยและต่างประเทศ โดยในส่วนของวีเน็ตจัดตั้งมา 10 ปี ได้เข้าไปลงทุนแล้ว 30 บริษัท ซึ่งรวมทั้งที่ได้ขายหุ้นออกไปแล้ว ปัจจุบันมีวงเงินที่เข้าลงทุนแล้วและพร้อมลงทุนรวมกัน 450 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเข้าไปถือหุ้น 50% หรือเกินกว่านั้น อยู่ที่ว่าผู้ประกอบการต้องการให้เข้าไปร่วมลงทุนมากน้อยแค่ไหน
“บริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ คาดว่าในปีนี้จะมีรายได้รวมกันประมาณ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2553 มีรายได้รวมกัน 2,500 ล้านบาท” นายโสภณ กล่าว
สำหรับช่วงที่เหมาะกับการลงทุนมากที่สุด คือ ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ถ้าเศรษฐกิจดีราคาหุ้นจะสูง แต่ช่วงนี้แม้ว่าเศรษฐกิจจะดี แต่สามารถลงทุนได้ ขึ้นอยู่กับธุรกิจว่ามีความน่าสนใจหรือไม่ อย่างไรก็ตาม 6 เดือนที่ผ่านมา วีเน็ตไม่ได้มีการลงทุนเลย เพราะไม่มีบริษัทน่าสนใจ โดยในปี 2553 ได้เข้าไปลงทุน 1 บริษัท
ทั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีผลการดำเนินงานดี โดยในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่ามีบริษัทจำนวน 12 แห่งที่สามารถทำกำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเกิน 100% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2552-2554) ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง (BLS) บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ KEST บริษัท ทุนภัทร (PAHTRA)
บริษัท เอ.เจ.พลาสท์ (AJ) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ (RPC) บริษัท ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) หรือ TRUBB บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) บริษัท ไทยสตีลเคเบิล (TSC) และบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK)







