posttoday
ต้นทุนพุ่ง-แรงงานขาดแคลนหดโอกาสธุรกิจอาหารไทย

ต้นทุนพุ่ง-แรงงานขาดแคลนหดโอกาสธุรกิจอาหารไทย

26 พฤษภาคม 2554

อีกหนึ่งงานแฟร์ด้านสินค้าอาหารใหญ่ประจำปี 2554 “THAIFEXWorld of Food Asia 2011”

อีกหนึ่งงานแฟร์ด้านสินค้าอาหารใหญ่ประจำปี 2554 “THAIFEXWorld of Food Asia 2011”

ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ยัวร์ เรซิพี ฟอร์ ซัคเซส อิน เอเชีย” ถึงวันที่ 29 พ.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ นำสินค้าและบริการร่วมแสดงอย่างครบครัน คาดดึงผู้ซื้อทั่วโลกกว่า 9.3 หมื่นราย และสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 3,000 ล้านบาท

ขณะที่ไฮไลต์ของการจัดงานดังกล่าวในปีนี้ พบว่าผู้ประกอบการสินค้าอาหารต่างๆ ล้วนพุ่งหัวรบธุรกิจไปยังเรื่อง “นวัตกรรม” สินค้า เพื่อขยายช่องทางรายได้เพิ่มจากไลน์การผลิตสินค้าเดิมที่เคยสร้างรายได้หลัก หลังพบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบรอบด้านดีดตัวสูงขึ้น และแรงงานที่ขาดแคลนในภาคการผลิต นับเป็นปัจจัยลบทำให้อุตสาหกรรมอาหารและบริการในช่วงที่ผ่านมาต้องชะงัก

อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมต้นทุนในกลุ่มสาหร่ายนำเข้าจากต่างประเทศปรับราคาสูงขึ้น 15% ซึ่งเป็นการขึ้นราคาวัตถุดิบกลุ่มสาหร่ายมากที่สุดเป็นครั้งแรกในรอบ 710 ปี โดยเป็นผลจากภัยพิบัติทางธรรมชาติกระทบผลผลิต ทำให้วัตถุดิบขาดแคลน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งประสบปัญหาการนำเข้าเป็นอย่างมาก รวมถึงปัญหาราคาน้ำมัน การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นต้น ทำให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนโดยรวมที่เพิ่มขึ้นราว 12%

ต้นทุนพุ่ง-แรงงานขาดแคลนหดโอกาสธุรกิจอาหารไทย

“วัตถุดิบสาหร่ายนำเข้าในช่วงที่ผ่านมาเป็นการปรับราคาขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ที่สาหร่ายมีราคาต่ำที่สุด แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภัยพิบัตินั้น ทำให้บริษัทหันไปนำเข้าสาหร่ายส่วนใหญ่จากประเทศเกาหลี จีน และไต้หวันแทน” อิทธิพัทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ต้นทุนภาพรวมจะปรับราคาขึ้น แต่ในส่วนของราคาขายบริษัทจะยังตรึงราคาสินค้ากลุ่มเดิมไว้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมกับวางแผนรับมือไว้ 3 แนวทางหลัก คือ 1.การลดต้นทุนการผลิตลง 2.การใช้นวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างศักยภาพ และ 3.การขยายไลน์สินค้าใหม่ในตลาด

สำหรับปีนี้บริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าขนมขบเคี้ยวหมวดขึ้นรูปเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ใช้ยี่ห้อ “พอล ควิด” (Paul Quid) เริ่มขายในเซเว่นอีเลฟเว่นกลางเดือน มิ.ย. และครึ่งปีหลังจะออกสินค้าใหม่ “วอนท์ มอร์” (Want More) อีกยี่ห้อ เพื่อเพิ่มรายได้จากสินค้าหลักกลุ่มสาหร่าย โดยจะผลักดันสัดส่วนสินค้าประเภทขนมขึ้นรูปให้เพิ่มขึ้นเป็น 10% ในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 30% ใน 3 ปีหน้า ด้านการลงทุนบริษัทจะใช้งบกว่า 150 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ 32 ไร่ รับการส่งออกที่จะเพิ่มสัดส่วนจาก 40% เป็น 45% ของยอดขายบริษัท ในสิ้นปีนี้ ปัจจุบันส่งออกไป สิงค์โปร , ฮ่องกง , อินโด , จีนและไต้หวัน สิ้นปีนี้จะส่งไปพม่า ส่วนผลประกอบการบริษัทปีนี้ คาดโต 15% จากยอดขาย 1,300-1,500 ล้าน ******สอดคล้องกับสภาพตลาดรวมผลิตภัณท์ขนมแปรรูป , ขึ้นรูป และอบกรอบที่ในปีนี้จัะมีการเติบโตประมาณ 10% จากมูลค่า 1.3 หมื่นล้านแบ่งเป็นสาหร่ายสัดส่วน10%

ทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท แปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ำ ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแปรรูปจากปลาทะเลแช่แข็งแบรนด์ “พีเอฟพี” กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารรวมทั้งบริษัทประสบกับ 2 ปัญหาหลัก คือ 1.ต้นทุนในภาพรวมที่ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% อาทิ น้ำมันถั่วเหลืองที่ปรับขึ้นไปกว่า 20 บาทต่อลิตร แป้งมันสำปะหลัง แป้งสาลี และต้นทุนการขนส่งกระจายสินค้า (โลจิสติกส์) และ 2.แรงงานถูกต้องตามกฎหมายที่ยังขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรมในขณะนี้ ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เป็นไปตามเป้าหมาย จากกำลังการผลิตเดิมที่ควรจะต้องเพิ่มขึ้นอีก 20% เป็นต้น

บริษัทจึงเสนอให้รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศในปีนี้ อยากให้เข้ามาดูแลใน 2 เรื่อง คือ 1.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายในภาคอุตสาหกรรม หรือการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปรับขึ้นทันที 200-300 บาท ตามนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้หาเสียง และ 2.รัฐบาลควรตั้งงบประมาณอุดหนุน (ซับซิไดซ์) ด้านค่าไฟฟ้าอย่างจริงจัง จากเดิมที่ผลักภาระให้ภาคอุตสาหกรรม หากครัวเรือนใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 90 ยูนิต

จากปัจจัยลบที่ไม่สามารถควบคุมได้ บริษัทได้วางแผนรับมือพร้อมปรับตัวสินค้าแบรนด์ “พีเอฟพี” ภายใต้แนวคิด “ฟู้ดครีเอทีฟ” พัฒนาสินค้าใหม่ เช่น ฟิชริง อาหารพร้อมรับประทาน เป็นต้น รวมทั้งการขยายช่องทางจำหน่ายในร้านค้าปลีกประเภทคีออสก์ในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ บิ๊กซีเอ็กซตร้า เป็นต้น โดยวางงงบทำตลาดทั้งปีนี้กว่า 120 ล้านบาทมากกว่าปีก่อน 40% พร้อมจัดฉลองพี.เอฟ.พี ครบ25ปีในเดือนต.ค.ปีนี้ด้วย พร้อมพัฒนาคุณภาพบุคคลากรภายในและการวิจัยพัฒนา(อาร์แอนด์ดี)สินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น หมวดอาหารว่าง และลดการสูญเสียในการผลิตรอบด้าน

ส่วนภาพรวมธุรกิจในไตรมาสที่ผ่านมา ยอดขายโตตามเป้า 1520% จากรายได้ปีนี้ตั้งไว้ 4,100 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 15% แบ่งเป็นสัดส่วนตลาดต่างประเทศ 2,200 ล้านบาท และตลาดภายในประเทศ 1,900 ล้านบาท

เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง ผู้ผลิตและจำหน่ายกะทิสำเร็จรูปชาวเกาะ น้ำแกงพร้อมปรุงรอยไทย น้ำนมข้าวกล้องงอกวีฟิต ฯลฯ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมผู้ผลิตอาหารประสบปัญหาวัตถุดิบหลายรายการปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งขาดตลาดหนักในปีก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ที่หายไป เหลือใช้เพียง 30% เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี โดยมะพร้าวปรับราคาเพิ่มเป็น 20 บาทต่อลูก จากเดิมอยู่ที่ 56 บาทต่อลูก รวมถึงน้ำมันปาล์ม น้ำตาล เป็นต้น และปัญหาแรงงานระดับล่างที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

แนวทางการแก้ปัญหาของบริษัท คือ การเพิ่มประสิทธิภาพจากเครื่องจักรมากขึ้น โดยให้หุ่นยนต์ 1 ตัวทำงานแทนได้ 6 คน เป็นต้น และด้านวัตถุดิบต่างๆที่จะนำนวัตกรรมมาใช้ทุกส่วน เช่น เปลือกมะพร้าวเพิ่มมูลค้าเป็นเชื้อเพลิงพลังงานในรูปอัดเม็ด ทำให้บริษัทประหยัดได้กว่า 30ล้านบาทต่อปี รวมทั้งลดของเสียทุกด้านที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ

ส่วนแผนการทำตลาดปีนี้ บริษัทเตรียมงบทำตลาดรวม 100 ล้านบาท ล่าสุดเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ คือ ไอศกรีมหวานเย็น จากน้ำผลไม้แท้20% ปราศจากไขมัน ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีเป็นรายแรก วางราคาจำหน่าย 7 บาทในช่องทางขายปลีกทั่วไป จับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น โดยวางเป้ายอดขาย71 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ ส่วนแบรนด์ รอยไทย บริษัทได้ขยายไลน์การผลิตออกมาในส่วนของน้ำซอสปรุงรส คือ ซองปรุงรสผัดกระเพรา หวังส่วนแบ่งตลาดปีแรก5%

ปีที่ผ่านมามาบริษัทวางเป้ายอดขาย 1,900 ล้านบาท แต่ทำได้ 1,600 ล้านบาท เป็นผลจากสินค้าขาดตลาดทำให้บริษัทต้องไปจัดหาวัตถุดิบมะพร้าวจากประเทศอินโดนีเซียแทน เพื่อกำหนดต้นทุนการผลิตได้ จากปีที่ผ่านมาบริษัทต้องปรับราคาสินค้ากะทิชาวเกาะเพิ่มขึ้นเป็น 60บาทต่อก.ก. จากเดิม 40 บาทต่อก.ก. รวมทั้งขยายตลาดใหม่ในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา และในปีนี้คาดมีรายได้ราว 2,200 ล้านบาท แบ่ง30% จากต่างประเทศและ 70% ในประเทศ

จาก 2 ปัญหาหลักในวงการอาหารดังกล่าว เห็นได้ว่าหากผู้ประกอบการปรับตัวฝ่าอุปสรรคได้ รับรองโกยยอดขายฉลุย เพราะตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่มั่นใจคุณภาพ และต้องการอาหารไทยอยู่แล้วผู้ประกอบการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัจจัยลบที่สะดุดโอกาสต่อการทำตลาด จากการผลิตสินค้าเพื่อส่งมอบได้ไม่ทันตามต้องการ โดยเฉพาะในต่างประเทศ ที่ลูกค้าส่วนใหญ่มั่นใจด้านคุณภาพสินค้าจากไทยมากกว่าที่อื่น ซึ่งต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล