
‘เคทีซี’เมินแข่งลดดบ.
เคทีซียอมรับโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตกระทบสินเชื่อ 510% ขอดูผลกระทบก่อนปรับแผน ชี้คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกค้าได้ผลดีกว่า
เคทีซียอมรับโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตกระทบสินเชื่อ 510% ขอดูผลกระทบก่อนปรับแผน ชี้คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกค้าได้ผลดีกว่า
นายนิวัตต์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) กล่าวว่า โครงการลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตของภาครัฐจะส่งผลกระทบสินเชื่อบัตรเครดิตในระบบประมาณ 510% จากยอดสินเชื่อคงค้างที่ 1.9 แสนล้านบาท ขณะที่บริษัทคาดว่าจะได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน จากปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้าง 3.4 หมื่นล้านบาท
“โครงการนี้กระทบกับรายได้ของเราอย่างแน่นอน” นายนิวัตต์ ระบุ
ทั้งนี้ บริษัทจะรอดูผลกระทบที่ชัดเจนภายหลังจากโครงการนี้เสร็จสิ้น เพราะมั่นใจว่าไม่มีสถาบันการเงินใดกล้าลดดอกเบี้ยลงแข่งเหลือ 10% หลังจากนั้นจะมีการปรับแผนทางธุรกิจเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป
สำหรับประเด็นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อชดเชยรายได้นั้นเป็นสิทธิของสถาบันการเงินแต่ละแห่งที่จะเลือกทำหรือไม่ เพราะปัจจุบันธุรกิจบัตรเครดิตมีการลดแลกแจกแถมซึ่งเป็นต้นทุนค่อนข้างสูง จนทำให้อัตราส่วนการทำกำไรอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% อยู่แล้ว จึงมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ 20% เป็นระดับที่เหมาะสม ดังนั้นหากภาครัฐต้องการเพิ่มวินัยทางการเงินของผู้ถือบัตร ควรปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามเสี่ยงและวินัยทางการเงินของลูกค้ามากกว่า
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขต่างๆ ที่กระทรวงการคลังประกาศออกมา เช่น ระยะเวลาการเปิดรีไฟแนนซ์ที่ 3 เดือน การให้วงเงินสูงสุดเพียง 3 แสนบาท และผู้ถือบัตรต้องยกเลิกการถือบัตรเครดิต จึงคาดว่าลูกค้าบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้บัตรจะไม่เข้าร่วมโครงการนี้
ด้านนายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้หารือแนวทางการทำงานของสำนักนโยบายระบบการเงินภาคประชาชน (สพช.) โดยมุ่งให้มีบทบาทดูแลเศรษฐกิจระดับจุลภาคหรือฐานรากมากขึ้น
โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูลด้านระบบการเงินภาคประชาชนในเชิงลึกและครบถ้วน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบกำกับดูแลระบบการเงินภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน
รวมถึงระบบติดตามและประเมินผลการเงินภาคประชาชน กิจกรรมกึ่งการคลังผ่านสถาบันการเงินของรัฐ พร้อมสร้างตัวชี้วัดเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น การขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบ โครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก และการปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิต เป็นต้น รวมทั้งการออกนโยบายใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.ส่งเสริมกระบวนการทำงานของ สพช. ในลักษณะประสานงานเครือข่ายกับ เพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านการปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนความรู้
และ 5.พัฒนาขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของ สพช. ในการพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงบริการทางการเงิน ระบบประกันสังคม หรือสวัสดิการชุมชน การออม การสร้างแหล่งรายได้/อาชีพ และการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างบูรณาการสศค. จะนำผลการหารือนี้แปลงไปสู่แผนการทำงานที่ครอบคลุมเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผู้เกี่ยวข้อง และกำหนดเวลาการทำงานที่ชัดเจน พร้อมประสานงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยราชการ สถาบันการเงินของรัฐ ภาคเอกชน องค์กรระดับชุมชน และนักวิชาการต่อไป







